เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


THE DARK NEWS

  • 2020-04-01 13:21:28
  • 1252

วันที่ฟ้าเป็นสีหม่นธุรกิจการบิน.. “ไม่ได้บิน” จะอยู่รอดได้อย่างไร?

วันนี้บอกเลยว่าแทบจะมองไม่เห็นทางรอดของธุรกิจสายการบิน เพราะทุกรายประกาศหยุดบินเป็นการชั่วคราวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลจากการโดนพิษไวรัสโควิด-19 เล่นงานซะงอมไปหมด


เมื่อไม่บิน..ก็ไม่มีรายได้ แล้วบริษัทจะอยู่รอดอย่างไรในสภาวะการณ์แบบนี้ แต่ละค่ายต่างดิ้นรนกันเต็มที่ทำทุกวิธีทางเพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายลงให้มากที่สุด สิ่งแรกๆ ที่ได้เห็นการชัดๆ คือการลดเงินเดือนของพนักงานและผู้บริหารลง ซึ่งตอนนี้ที่เห็นในท้องตลาดอยู่ราวๆ 10-75%  นอกจากนี้ก็คือการเลิกจ้าง  และการหยุดบิน ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าชั่วโมงบิน ค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาส่วนแปรผัน ค่าใช้จ่ายในสถานีค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค เป็นต้น

นาทีนี้ถ้าอยากรู้ว่าใครจะ "รอด-หรือ-ไม่รอด" คงต้องดูกันที่ความเข้มแข็งของฐานะทางการเงิน ดูว่ามีทุนหนาแค่ไหน มีสภาพคล่องแค่ไหน มีเครดิตที่ดีกับสถาบันการเงินหรือไม่ และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เช่นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ยินดีที่จะซัพพอร์ตธุรกิจให้ได้ต่อไปหรือไม่?

เพราะเมื่อฟ้าเปิด คนทั้งโลกสามารถผ่านพ้นวิกฤติการณ์ครั้งนี้ไปได้ ธุรกิจที่เคยหยุดชะงักจะสามารถขับเคลื่อนเดินหน้าต่อไป ซึ่งในส่วนธุรกิจการบินมีหลายเรื่องให้ต้องจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดโปรโมชั่นครั้งใหญ่เพื่อเรียกลูกค้า การบริการรอบด้านตั้งแต่จองตั๋ว กระเป๋า อาหาร การดูแลต่างๆ เพื่อเร่งสร้างความประทับใจ  นอกจากนั้นอาจจะต้องไปถึงขั้นที่ต้องลงทุนจัดซื้อเครื่องบินใหม่ เพื่อเป็นตัวเร่งการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคอีกทางหนึ่งก่อเป็นได้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันหมายถึงการใช้เงินครั้งมโหฬารเลยทีเดียว 


บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) (AAV) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ซึ่งถือเป็นเจ้าตลาดในกลุ่มลูกค้าที่เรียกว่า low cost เปิดเผยว่า ณ สิ้นปี 2562 มีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นจำนวน 3,982 ล้านบาท ทั้งนี้ตามที่ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2563 ว่าด้วยการเข้าทำธุรกรรมขายอากาศยานและเช่ากลับจำนวน 9 ลำ และขายอากาศยานจำนวน 1 ลำ โดย บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ได้ทำธุรกรรมแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2563 ซึ่งมีเงินสดสุทธิที่ได้รับภายหลังการชำระคืนเงินกู้และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ประมาณ 3,600 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ยังมีวงเงินสินเชื่อสำหรับเงินทุนหมุนเวียนที่สามารถใช้ได้เพิ่มเติมและมีความสามารถในการจัดหาสภาพคล่องเพิ่มเติมจากเครื่องบินที่ไม่มีภาระผูกพัน และ/หรือวิธีการอื่นๆ

"แอร์เอเชีย" จ้าวตลาดที่ว่าแน่ยังต้องตัดสินใจจอดพักก่อน..เพื่อที่จะไปต่อในวันหน้า ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเพราะมีความพร้อมอยู่เกือบจะทุกมิติที่ธุรกิจสายการบินควรจะมีและได้รับการสนับสนุน ดังนั้นคาดว่าคงจะใช้เวลาไม่นานนักจะสามารถกลับมาเป็นปกติได้ในเร็ววัน

ส่วนการบินไทย..รักคุณเท่าฟ้า สายการบินแห่งชาติของไทยเรา ดูอาการแล้วออกจะซวนเซหนักมาก สภาพคล่อง ณ สิ้นปี 2562 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจํานวน 21,663 ล้านบาท มีวงเงินสินเชื่อ Committed Credit Line พร้อมเบิกใช้ที่บริษัทฯ มีกับธนาคารจํานวน 13,500 ล้านบาท  แต่ในด้านของอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Interest Bearing Debt to Equity) เท่ากับ 12.5 เท่า และมีอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 20.8  เท่า

เมื่อพิจารณาดูแล้วบอกได้คำเดียวคือ "เข้าขั้นโคม่า" สำหรับการบินไทย วันนี้จะรอดหรือไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ว่าจะช่วยเหลืออย่างไรบ้าง จะใส่เงินเพิ่ม ช่วยค้ำประกันหนี้ หรือวิธีการอื่นใด คงต้องถามใจรัฐบาลดู..แต่ที่แน่ๆ ไม่ง่ายเลยในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่ลุกลามไปทั้งประเทศในขณะนี้ และภาครัฐเองยังต้องควักเงินที่มีอยู่ออกมาตรการต่างๆ มากมายเพื่อเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศให้เกิดอาการบาดเจ็บน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ..ไม่รู้ว่าจะมีเงินมากพอสำหรับช่วยการบินไทย ได้หรือไม่

ส่วน "บางกอก แอร์เวย์" สายการบินที่เป็นบูทิคของไทย แทบจะไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ อาการสาหัสพอๆ กัน มีข่าวมาว่ากำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อเอาตัวรอดจากวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ กลยุทธ์หรือวิธีการดำเนินการใกล้เคียงกับรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปรับลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่นอกเหนือจากการยกเลิกการฏิบัติการบินชั่วคราวและ ปรับลดความถี่เที่ยวบิน  ก็มี การปรับลดเงินเดือน และค่าตอบแทนสําหรับ ผู้บริหารและพนักงาน ในอัตราร้อยละ 10-50  การปรับลด/ยกเลิกสวัสดิการต่างๆ  แต่ประเด็นที่น่าจะเป็นประเด็นให้ติดตามก็คือการขอวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงิน และการเจรจาปรับเปลี่ยนตารางการชําระหนี้ 

ณ สิ้นปี 2562 บริษัทและบริษัทย่อย มีหนี้สินรวมทั้งสิ้น 31,903.2 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้สินหมุนเวียน จำนวน 9,256.5 ล้านบาท และหนี้สินไม่หมุนเวียนจำนวน 22,646.7 ล้านบาท ถือเป็นเรื่องที่น่าหนักใจมิใช่น้อย แต่กลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในกลุ่ม "ปราสาททองโอสถ" คงไม่ปล่อยให้เป็นอะไรไปง่ายๆ หรอกกระมัง

  • ผู้โพสต์ พี่เก๋888
  • 2020-04-01 13:21:28
  • 1252

ผู้สนับสนุน