เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Smart Invest

  • 2021-01-30 06:05:01
  • 454

หุ้นจีนฮอต…จะเลือกกองทุนแบบไหนดี

By.มีตังค์

การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศของคนไทยที่ผ่านกองทุนรวมในต่างประเทศ (FIF) ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดหุ้นไทยขาดสินค้าหรือหุ้นที่เป็นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ (New Economy) ขาดหุ้นที่รับกับเมกะเทรนด์ เช่น กลุ่มนวัตกรรม เทคโนโลยี เฮลท์แคร์ ที่ปัจจุบันบ้านเรามีเพียงธุรกิจโรงพยาบาล 


มอร์นิ่งสตาร์ ระบุว่ากองทุนรวมต่างประเทศ (ไม่รวม Term Fund) จบปี 2563 ที่มูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 8.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.5% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้มูลค่ากองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ ไม่รวม Term Fund มีสัดส่วนที่สูงถึง 21% ของตลาดกองทุนรวมไทยที่มีมูลค่า 5 ล้านล้านบาท เมื่อสิ้นปี 2563 จากที่เคยมีสัดส่วนเพียง 10% ในปี 2559

กลุ่มกองทุนหุ้นจีน (China Equity) กลายเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสูงสุดที่ 1.2 แสนล้านบาท หรือเติบโต 185% จากปีที่แล้ว ทั้งจากผลตอบแทนที่สูงหรือโดยเฉลี่ยเกือบ 19% และเม็ดเงินไหลเข้าต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปี 2563 

ประกอบกับในปีที่ผ่านมา มีกองทุนหุ้นจีนเปิดใหม่เพิ่มมากถึง 31 กองทุนจากที่มีอยู่เดิม 40 กองทุน โดยกองทุนเปิดใหม่มีเงินไหลเข้าสุทธิรวม 3.1 หมื่นล้านบาท ทำให้โดยรวมกองทุนกลุ่มนี้มีเงินไหลเข้าสุทธิทั้งปีเกือบ 6 หมื่นล้านบาท  ในจำนวนนี้เป็นเงินไหลเข้าในช่วงไตรมาสสุดท้าย 2.3 หมื่นล้านบาท  

แม้ว่าหุ้นจีน ราคาปรับขึ้นมากแล้ว แต่บลจ.ในไทยก็ยังมองว่าโอกาสหาผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นจีนยังมี โดยบลจ.วรรณ ยังให้น้ำหนักลงทุนหุ้นจีนโดดเด่นที่สุด ปัจจัยสนับสนุนจากตลาดหุ้น P/E ถูก เมื่อเทียบทั้งหุ้นสหรัฐ และหุ้นไทย 

นอกจากนี้ จีนยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการบริโภคภายในประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งการส่งออก หรือการท่องเที่ยวทำให้เศรษฐกิจจีนมีโอกาสในการเติบโตแบบ V-Shape ขณะเดียวกัน New China หรือ เศรษฐกิจจีนยุคใหม่ก็วิ่งไปในทิศทางเดียวกับกระแสโลก หรือเศรษฐกิจกระแสใหม่ ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ทำให้จีนเป็นที่สนใจจากนักลงทุนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนเพื่อใช้ในการประกอบการพิจารณาลงทุน โดยมอร์นิ่งสตาร์ ชี้ให้เห็นว่า จากเม็ดเงินกองทุนหุ้นจีน 1.2 แสนล้านบาทนั้น ราว 77% เป็นการลงทุนในกองทุน Master fund ใน 2 รูปแบบ คือ หุ้นจีนหรือ A Shares (EAA Fund China Equity – A Shares) หรือทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่ และฮ่องกง (EAA Fund China Equity) 

โดยกลุ่มหุ้น A Shares มีผลตอบแทนเฉลี่ย 1 ปีที่ 43.4 % สูงกว่ากลุ่มหุ้นจีน และฮ่องกงที่ 35.9 % ซึ่งเป็นผลจากการลงทุน ในฮ่องกงที่มีผลการดำเนินงานที่ยังต่ำกว่าหุ้นจีนในช่วงที่ผ่านมา โดยผลตอบแทนเฉลี่ยกลุ่ม EAA Fund Hong Kong Equity อยู่ที่ 22.7%

สำหรับบลจ.ต่างประเทศ ที่มีส่วนแบ่งตลาดกองทุนหุ้นจีนสูงที่สุด คือ บลจ.ยูบีเอส (UBS) ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาด master fund ด้านกองทุนหุ้นจีนสูงสุด ทั้งนี้ กองทุนหุ้นจีนของ UBS ใน share class อื่นๆ ที่ขายในไทยนั้น ยังสร้างผลตอบแทนโดยเฉลี่ยที่ราว 33% และติดอันดับ 3 ใน 5 กองทุน ที่ยังได้รับ Morningstar Rating ระดับ 5 ดาว กองทุนจาก UBS ที่มีมูลค่าการลงทุนจากฟีดเดอร์ฟันด์ของไทยสูงสุดคือ UBS (Lux) Investment SICAV – China A Opportunity (USD) I-A2-acc USD โดยเป็นการลงทุนในหุ้น A Shares และได้ Morningstar Analyst Rating ระดับ Gold ซึ่งเป็นระดับสูงสุด 

กองทุนนี้มีความโดดเด่นในแง่ของกระบวนการการลงทุนที่เริ่มจากการวิเคราะห์ถึงอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจจีน โดยให้ความสำคัญกับโมเดลธุรกิจกระแสเงินสด รวมถึงราคาหุ้นที่ยังไม่สะท้อนมูลค่าการเติบโต เน้นคัดหุ้นคุณภาพและมีการลงทุนในหุ้นจำนวนไม่มากนัก 

ทั้งหมด คือ ความเป็นมา และสิ่งที่จะเป็นไปสำหรับการลงทุนในหุ้นจีน ที่ขณะนี้ราคาปรับขึ้นไปสูงแล้ว ดังนั้นข้อมูลข้างต้นนักลงทุนสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับการลงทุนในกองทุนหุ้นจีนได้ในระดับหนึ่ง 

  • ผู้โพสต์ chisanupong
  • 2021-01-30 06:05:01
  • 454

ผู้สนับสนุน