เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2020-09-20 07:00:01
  • 659

หนี้เสีย “พีค” ปีหน้า ...เผาจริง “ซอมบี้”

By วิไล อักขระสมชีพ

ความเสี่ยงโควิดระบาดรอบ 2 ในไทย ใกล้เป็นจริงแน่  หากรัฐบาลเดินหน้าเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไทย โดยจะให้วีซ่าอยู่ถึง 270 วันหรือ 9 เดือน  นับเป็นก้าวที่น่ากลัวยิ่ง


เพราะเวลานี้อยู่ในฤดูฝนและต่อด้วยฤดูหนาว แม้แต่ตาสีตาสาชาวบ้านก็พูดกันสภากาแฟว่า ถ้าเปิดให้ต่างชาติเข้ามาพอดีช่วงหน้าหนาว โควิดรอบ 2 มาแน่  พวกเขากลัวถูกล็อคดาวน์กันอีก เพราะจะไม่สามารถทำมาหากินได้

แม้มีกระแสวัคซีนโควิดใกล้จะออกมาใช้ได้แล้ว แต่ความเสี่ยงที่จะเกิดโควิดรอบ 2 ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ ถึงประเทศไทยจะติดอันดับแถวหน้าของโลก สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดได้ดี  ซึ่งหากเกิดเพียงข่าวโควิดในพื้นที่ไหนขึ้นมา พื้นที่นั้นนอกจากถูกล็อคดาวน์แล้ว ยังกลายเป็นเมืองที่ไม่มีใครกล้าเดินทางไปทันที เช่นเมืองระยองที่เคยเกิดโควิดจากลุ่มคณะฑูตต่างชาติที่เข้ามาโดยอภิสิทธิ์ไม่ถูกกักตัวก่อน 14 วัน เมื่อข่วงกลางปีที่ผ่านมานั้น  เพราะฉะนั้น ความไม่แน่นอนต่างๆย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ

ความเสียหายจากโควิดรอบแรก สร้างแผลเป็นให้แก่เศรษฐกิจถดถอยรุนแรง อยู่ในเวลานี้ ซากความเสียหายของภาคธุรกิจ คนตกงาน ล้วนเป็นบรรยากาศคุกรุ่นอยู่ในเวลานี้ ผู้ประกอบการพังระเนระนาด โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีรายเล็กรายย่อย  

ข้อมูลจากแบงก์ชาติ ที่ได้ออกมาตรการช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระยะแรก- ระยะ 2 พบว่า ณ 31 ก.ค. 2563 มีลูกหนี้ทั้งธุรกิจและลูกหนี้รายย่อย ที่ขอเข้ามาตรการพักหนี้ยืดหนี้ผ่อนงวดลดลง มีจำนวนรวม 12.5 ล้านบัญชี ยอดหนี้รวมกว่า 7.2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วน 50%ของสินเชื่อทั้งระบบ

หากดูแยกลูกหนี้ที่เข้ามาตรการช่วยเหลือ พบว่า กลุ่มสถาบันการเงินและนอนแบงก์ มีจำนวนลูกหนี้ที่เข้ารับการช่วยเหลือ 6.1 ล้านบัญชี ยอดหนี้ราว 4.3 ล้านล้านบาท  ซึ่งจะมีสัดส่วนลูกหนี้เอสเอ็มอีและรายย่อย พอๆกัน และมีธุรกิจใหญ่อีกส่วนหนึ่ง และกลุ่มแบงก์รัฐ ที่มีจำนวนลูกหนี้ 6.4 ล้านบัญชี ยอดหนี้ราว 2.9 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นลูกหนี้สินเชื่อบัาน บัตรเครดิต  โดยปัจจุบัน ยังมีสถานะเป็นลูกหนี้ดี แต่หลังหมดมาตรการช่วยเหลือแล้ว มีการประเมินว่า ลูกหนี้เหล่านี้กว่า 50% จะตกชั้นเป็นหนี้เสีย หรือ NPL (หนี้ค้างจ่ายเกิน 3 เดือนขึ้นไป) เพิ่มขึ้น

เพราะจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง ดูทรงแล้วยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เร็วอย่างที่คาดกันไว้ ทั้งสภาพัฒน์และศูนย์วิจัยภาคเอกชนต่างๆ มองภาพในทางเดียวกันว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้คาดติดลบ 8-10% และมีแนวโน้มธุรกิจปิดกิจการจะเห็นชัดเจนขึ้น คนตกงานเพิ่มรวมกับเด็กจบใหม่ไม่มีงานทำราว 2.5 ล้านคน ขณะที่คนที่มีงานทำรายได้ลดลงด้วย โดยรวมกำลังซื้อหดหายไป คนขายของได้ยากขึ้น เศรษฐกิจทุกด้านหดตัว 

แม้แต่การใช้จ่ายของภาครัฐในครึ่งปีหลังก็อัดฉีดเงินน้อยกว่าครึ่งปีแรกแน่นอน เพราะช่วงที่เกิดการแพร่ระบาด รัฐบาลแจกเงินเยียวยา 5,000 บาท 3 เดือน รวมเป็น 3-4 แสนล้านบาท จำนวนคนกว่า 66 ล้านคน แต่ครึ่งปีหลังที่จะมีคือ “โครงการคนละครึ่ง” ที่รัฐบาลแจกคนละ 3,000 บาท จำนวนราว 15 ล้านบาท  และเงินที่แจกนี้ให้ใช้จ่ายซื้อสินค้าตามร้านค้าหาบเร่ ร้านสะดวกซื้อ ซึ่งจะต้องจ่ายค่าสินค้าคนละครึ่งด้วย ซึ่งจะเป็นคนละเรื่องกับครั้งแรก ผลต่อเศรษฐกิจก็ย่อมต่างกัน ถึงแม้ว่า ทุกวันนี้ผ่อนคลายล็อคดาวน์หมดแล้ว กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาแล้ว แต่สถานการณ์ของธุรกิจและประชาชน ไม่ได้กลับมาเหมือนก่อนโควิด

และจากภาพความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเช่นนี้ จึงเป็นเหตุให้แบงก์พาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อขึ้นไปอีก ยิ่งทำให้ธุรกิจรายเล็กที่สายป่านสั้น ต่างเข้าไม่ถึงแหล่งเงินกู้อยู่จำนวนมาก ทั้งๆที่ รัฐบาลและแบงก์ชาติ  ได้จัดซอฟโลนหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้แบงก์พาณิชย์นำไปปล่อยต่อให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 2% เป็นเวลา 2 ปีโดยฟรีดอกเบี้ย 6 เดือน

แต่กลายเป็นว่า แบงก์พาณิชย์กังวลว่า หลังปี 2 แล้วลูกหนี้จะไม่สามารถชำระหนี้ให้ได้ จึงเป็นที่มาว่า ซอฟโลนแบงก์ชาติไม่เวิร์ก เพราะมียอดปล่อยแค่ 1.2 แสนล้านบาท จากวงเงิน 5 แสนล้านบาท 

และเป็นที่มาว่าทำไมทุกวันนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอี ถึงยังลืมตาอ้าปากฟื้นไม่ได้ ก็เพราะถูกแบงก์พาณิชย์ตีตราความเสี่ยงเป็น NPL ไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงไม่ปล่อยกู้ให้ 

จนล่าสุด รัฐบาลได้สั่งให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ออกมาตรการ “บสย. SMEs ต้องชนะ” ซึ่งเป็นโครงการค้ำประกันสินเชื่อซอฟโลน พลัส วงเงินค้ำประกัน 5.7 หมื่นล้านบาท ซึ่ง บสย. จะเข้ามารับช่วงการค้ำประกันต่อเนื่องจากซอฟโลนในปีที่3-ปีที่ 10 รวมระยะเวลา 8 ปี ให้กับเอสเอ็มอี โดยหวังว่า จะทำให้สถาบันการเงิน 18 แก่งที่เข้าร่วมโครงการนี้ มีความมั่นใจและกล้าปล่อยซอฟต์โลนนี้ช่วยลูกหนี้ให้สามารถดำเนินธุรกิจและมีการจ้างงานต่อไปได้

นอกจากนี้คาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้เข้าถึงสินเชื่อได้ประมาณ 3.4 หมื่นราย และจะก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท และช่วยให้นายจ้างสามารถรักษาการจ้างงานได้กว่า 3.6 แสนตำแหน่ง

นอกจากนี้ ยังมี “บสย. SMEs ไทยชนะ”วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินค้ำประกันสินเชื่อสำหรับเอสเอ็มอีทุกประเภท โดยค้ำประกันให้สูงสุด 100 ล้านบาทต่อราย ระยะเวลาค้ำประกันสูงสุด 10 ปี คาดว่าจะก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบได้อีก 4.5 หมื่นล้านบาท ช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้จำนวนกว่า 1.2 หมื่นราย และอุ้มการจ้างงานเพิ่มอีก 4.2 แสนตำแหน่ง

ชั่วโมงนี้ เรียกว่ารัฐบาลให้บสย. เข้ามาช่วยต่อลมหายใจเอสเอ็มอีเหล่านี้ เพื่อประวิงเวลาไม่ให้ผู้ประกอบเอสเอ็มอีล้มหายตายจากเร็วในปีนี้ แต่วิกฤตโควิดหลายประเทศ กลับมาระบาดรอบใหม่ๆวนเวียนกัน แม้จะมีการใช้มาตรการล็อคดาวน์บางพื้นที่ก็ตาม แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจคงเกิดขึ้นแน่นอน รวมไปถึงความต้องการของหลายๆประเทศที่หดลงแรงอย่างต่อเนื่อง ระหว่างที่รอการผลิตวัคซีนออกมาในปีหน้า  ภาคธุรกิจรายเล็กรายย่อย คงทนพิษเศรษฐกิจถดถอยไม่ไหว

เป็นโจทย์ยากอีกโจทย์ของแบงก์ชาติ ที่เวลานี้กำลังทำแผนรับมือกรณีเลวร้าย นั่นคือ แผนเก็บศพเอสเอ็มอีที่ไปไม่รอด หรือ “ซอมบี้” หลังจากที่ยื้ดชีวิตกันมานานตั้งแต่ต้นปีนี้  ซึ่งจะเห็นแน่ๆกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคท่องเที่ยวที่มีจำนวนมาก และธุรกิจที่ไม่มีการปรับโครงสร้างหรือปรับตัวการผลิตการค้าการขายรับโลกหลังโควิด ล้มหายตายจากไป

ปีหน้า จะเป็นปีเผาจริงลูกหนี้ “ซอมบี้” และมีโอกาสที่จะเป็นปีที่เห็นยอดหนี้เสียพุ่งทำสถิติอีกครั้ง นับจากปี 2542 ช่วงหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง หนี้เสียพุ่งถึง 47%ของสินเชื่อทั้งระบบ 

  • ผู้โพสต์ nongnapas
  • 2020-09-20 07:00:01
  • 659

ผู้สนับสนุน