เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


Business Trends

  • 2020-08-23 06:00:02
  • 698

ครม.มุบมิบขอกู้ 2 แสนล้านปิดหีบงบฯสิ้นปี’63

By วิไล อักขระสมชีพ

ช่วงนี้ใครขายทองคำแล้วกำเงินสดไว้อยู่ หรือคนมีเงินเหลือใช้เหลือเก็บ อยากหาที่ลงทุนหรืออยากได้ดอกเบี้ยฝากสูงๆ ขอบอกว่าห้ามพลาด! เพราะกระทรวงการคลัง กำลังเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ล็อตใหม่วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท มี 2 รุ่น 2 อายุ 2 ช่องทาง แล้ว ดอกเบี้ยดีงามกว่าฝากแบงก์ในเวลานี้แน่นอน 


คงจำกันได้เรียกเสียงฮือฮามาก เมื่อปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา คนแห่จองซื้อพันธบัตรดิจิทัล รุ่นวอลเล็ต สบม. รุ่นแรก จำนวน 200 ล้านบาท อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 1.7% ผ่านแอพ ”เป๋าตัง” หมดเกลี้ยงภายในเวลา 99 วินาที หรือเพียงนาทีครึ่งเท่านั้น

สำหรับครั้งที่สองนี้ คลังกลับมาเปิดขายพันธบัตรอีกครั้ง โดยแบ่งเป็น 1) รุ่นวอลเล็ต สบม. ครั้งที่ 2 หรือที่เรียกกันว่า พันธบัตรดิจิทัล วงเงินจำหน่าย 5,000 ล้านบาท อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.70% ต่อปี จำหน่ายผ่านวอลเล็ต สบม. บนแอปพลิเคชั่นเป๋าตังเหมือนเดิม ประชาชนรายย่อย อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป เดียงมีเงิน 100 บาทก็ซื้อได้ถึงสูงสุด 5 ล้านบาท เริ่มเปิดขายก่อนตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค. - 11 ก.ย. 2563 นี้ ส่วนจะขายในเวลาอันรวดเร็วแค่ไหนต้องจับตาดูกันต้นสัปดาห์นี้ เพราะมีวงเงินมากถึง 5 พันล้านบาท

และ 2) รุ่นก้าวไปด้วยกัน (Moving Forward) วงเงิน 45,000 ล้านบาท รุ่นอายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ 2.22 %ต่อปี ซึ่งขายผ่าน 4 ธนาคารใหญ่ ทั้งธนาคารกรุงเทพ กรุงไทย กสิกรไทย และไทยพาณิชย์ ซึ่งมีเปิดขาย 2ช่วง คือ ช่วงแรกเริ่มวันที่ 26 ส.ค.-3 ก.ย. 2563 (9วัน) สำหรับบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยและพักอยู่ในไทย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สามารถซื้อพันธบัตรออมทรัพย์จากธนาคารตัวแทนจำหน่ายใดก็ได้ด้วยวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อราย โดยไม่จำกัดวงเงินซื้อต่อธนาคารด้วย และช่วงที่ 2 วันที่ 4 – 11 ก.ย. 2563 (8 วัน) ขายให้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลไม่แสวงหากำไรแบบไม่จำกัดวงเงินซื้อขั้นสูง รวมทั้งยังเปิดวงเงินทั้ง 2 รุ่นไม่นับรวมกันด้วย

ส่วนใครที่ถือพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นนี้แล้ว อยากขายก่อนครบอายุ ก็สามารถทำได้ เพราะ สบน. กำลังสร้างตลาดรองสำหรับซื้อและขายพันธบัตรออมทรัพย์ผ่านวอลเล็ต สบม. ซึ่งจะสอดรับกับรูปแบบการทำธุรกรรมทางการเงินในยุคดิจิทัลและตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุนได้อย่างครบวงจร เพื่อให้ผู้ถือพันธบัตร เวลาอยากขายก่อนครบกำหนดก็สามารถนำมาตลาดรองดิจิทัลนี้ ถือว่าเป็นการขยายฐานผู้ลงทุนรายย่อยกว้างขึ้นมากเพราะเจาะตลาดนักเลงคีย์บอร์ด ที่มีรุ่นเยาว์จำนวนมาก ซึ่งหวังว่าจะเป็นช่องทางที่ถูกพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ในการหนุนนำการเข้าถึงทั้งการออมและการลงทุน กันอย่างมีความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

มาดูประเด็นนี้กันต่อดีกว่า สำหรับเงินที่รัฐบาลกู้ผ่านพันธบัตรออมทรัพย์รอบนี้เอาไปทำอะไรนั้น

เมื่อเย็นย่ำวันอังคารที่ 18 ส.ค. ที่ผ่านมา นักข่าวง่วนส่งข่าวปิดหน้ากัน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกรัฐบาล รายงานว่าครม.ไฟเขียวตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้ปรับแผนก่อหนี้สาธารณะครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2563 โดยรายการหลัก คือ การปรับเพิ่มวงเงินกู้ของรัฐบาล กรณีรายจ่ายมากกว่ารายรับ วงเงิน 2.14 แสนล้านบาท เรียกว่าเต็มเพดานกฎหมายกำหนดให้ไม่เกิน 20%ของรายจ่ายปีงบ’63 นั่นเอง

และนี่คือที่มาของการออกพันธบัตรออมทรัพย์ข้างต้น 5 หมื่นล้านบาท เป็นล็อตแรกนั่นเอง เพื่อจะนำเงินมาไว้รับมือช่วงนี้จนถึงสิ้นเดือน ก.ย.2563 ซึ่งปิดสิ้นปีงบ’63 ที่ยังมีหน่วยงายราชการต่างๆรอเบิกจ่ายเงินอีกจำนวนมาก เพราะเงินคงคลังเหลือน้อยนิด และอาจไม่เพียงพอ

เนื่องจากรายได้จัดเก็บภาษีทั้งภาษีนิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ถูกเลื่อนมาถึงช่วงปลาย ส.ค. นี้ จากสถานการณ์โควิด-19 บวกกับปัญหาการจัดเก็บรายได้คาดว่าพลาดเป้า 9% หรือจำนวนถึง 3 แสนล้านบาท จึงจำเป็นต้องกู้เงินมาสำรองปิดหีบปีงบ’ 63 นี้ ซึ่ง นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)  กระทรวงการคลัง ออกตัวว่า การกู้ในครั้งนี้เรียกว่าสำรองเงินไว้ก่อน อาจจะไม่ใช้ก็ได้ คงต้องจับตาดูกันต่อไป แต่เอาจริงๆ ถ้ามาขอกู้ขนาดนี้คงต้องมีใช้เงินส่วนนี้แน่ แต่ใช้หมดก้อนหรือไม่ ขึ้นกับว่ารัฐบาลจะมีซุ่มพิจารณาเรื่องใหญ่ๆอะไรอีกหรือไม่

เพราะแค่เรื่องก่อหนี้เพิ่มรอบนี้ “รัฐบาลบิ๊กตู่” 2/2 ก็ทำมุบมิบๆ พิจารณาไฟเขียวให้ก่อหนี้เพิ่มแบบเงียบๆ และเรียกว่าเป็นงานแรก “รับน้อง” รัฐมนตรีคลังป้ายแดง “ปรีดี ดาวฉาย” ที่เพิ่งเปิดตังทำงานเป็นทางการวันที่ 2 เอง ก็ต้องเข้ามาชงเรื่องร้อนๆ “เร่งด่วน”อย่างนี้ และ

สำหรับผลพวงจากการก่อหนี้สาธารณะ ย่อมต้องมีนัยสำคัญต่อฐานะทางการเงินของประเทศไทยอย่างแน่นอน เพราะบ่งบอกถึงเงินที่ก็เอาไปใช้ทำอะไรที่ก่อให้เกิดผลตอบแทนกลับมาและระดับความสามารถในการชำระหนี้เมื่อเทียบกับรายได้ของประเทศเรานั่นเอง

สำหรับหนี้สาธารณะของประเทศ สิ้นมิ.ย.2563 สัดส่วนอยู่ที่ 45.83%ของยอดรายได้รวมทั้งประเทศ หรือที่เรียกกัน GDP ที่คาดว่าติดลบ 5% ซึ่งตัวเลขภายใต้การกู้เพื่อชดเชยขาดดุลงบปี’63 จำนวน 4.69 แสนล้านบาท ซึ่งมีการกู้เกือบเต็มวงเงินแล้ว และยังไม่สามารถช่วยรัฐบาลปิดหีบปีงบ’63 ด้วย จึงต้องกู้เพิ่มอีกก้อน 2.14 แสนล้านบาท ที่กำลังทำตอนนี้ รวมแล้วถึงสิ้นปีงบ’63 (สิ้นก.ย.2563) รัฐบาลก่อหนี้รวมๆ 6.83 แสนล้านบาท และยังมีอีกก้อนหนี้จาก พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านที่ออกมาใช้สำหรับแก้ปัญหาการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งได้มีการกู้เงินใช้แล้วกว่า 3 แสนล้านบาท เมื่อรวมภาระการก่อหนี้ในปีงบ’63 ก็คาดว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะจะเพิ่มเป็น 51.64%ของGDP ปีนี้ ขณะที่เพดานก่อหนี้สาธารณะสัดส่วนอยู่ที่ 60%ของ GDP ที่ถือเป็นกรอบวินัยการเงินการคลังของประเทศไทย

แม้ปีงบ’63 จะยังไม่เต็มเพดานปีนี้ แต่ตอนนี้รัฐบาลกำลังจะคลอด “งบประมาณรายจ่าย 3.3 ล้านล้านในปีงบ’64 “ ออกมาซึ่งจะต้องมีการก่อหนี้สาธารณะ เพิ่มอีกแน่นอน อย่างน้อย พ.ร.ก. เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ก็จะต้องใช้เงินภายในปีงบ’64 ซึ่งมีโครงการหลายหมื่นโครงการ มูลค่าทะลุ 1ล้านล้านบาทแล้ว ที่รอพิจารณาจากครม. อยู่ในเวลานี้  แต่จริงๆมีเม็ดเงินสำหรับใช้ในโครงการต่างๆภายใต้วงเงินของมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก 4 แสนล้านบาทที่จะกู้มาใช้ส่วนนี้  หากถึงสิ้นปีงบ’64 สัดส่วนหนี้สาธารณะขึ้นมาราว 57%ของGDP ปีหน้า (ยังไม่รวมเงินกู้ใหม่ 2.14 แสนล้านบาท) 

อย่างไรก็ตาม กรณีรัฐบาลกู้เงินเพิ่มเพราะ”เงินคงคลัง” ถังแตกนั้น ก็เคยเกิดขึ้นในสมัยวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 ที่รัฐบาลขอกู้เพิ่มเพื่อใช้ในโครงการไทยเข้มแข็ง เมื่อ 13 ปีที่ผ่านมา  

แต่ประเด็นที่ทำให้รัฐบาลถูกโจมตีเสมอ คือ ใช้จ่ายเงินเพื่อผลทางการเมือง จนทำให้หนี้สาธารณะเต็มเพดาน เพิ่มความเสี่ยงประเทศ  ซึ่งเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังๆจากนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ เสียงโจมตีฝ่ายค้านรัฐบาลออกมาต่อเนื่องถึงเวลานี้ก็เช่นกัน 

มาฟังมุมมองจากผู้ว่าแบงก์ชาติในฐานะดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจอยู่ “ดร.วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความเห็นว่า ในสภาวะวิกฤตโควิด19 เวลานี้ คนที่มีความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีสุด คือ ภาครัฐ ถึงแม้สัดส่วนหนี้สาธารณะใกล้ระดับ 60% ต่อGDP ก็ไม่ต้องกังวล  

เพราะเรื่องแรก ต้องเข้าใจกันก่อนว่า ปีนี้ เศรษฐกิจไทยหดตัว หรือ GDP หายไปมาก ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มเพราะตัวหาร GDP ลดลง เรื่องต่อมา  หากรัฐนำเงินไปใช้จ่ายในโครงการที่ดี มีการจ้างงานสร้างรายได้ให้คนในประเทศ และทำให้เศรษฐกิจฟื้นกลับมาได้ หรือเป็นการใช้จ่ายเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจและสามารถส่งเสริมภาคธุรกิจทำการปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อรับกับโลกใหม่หลังโควิดได้  

และอีกด้านที่สำคัญมาก คือ รัฐบาลจะต้องเพิ่มความสามารถในการหารายได้ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี เช่น ภาษีทรัพย์สิน ที่ปัจจุบันมีการจัดเก็บน้อยมาก  การนำทรัพย์สินที่มีมาหารายได้มากขึ้น เช่นที่ดินต่างๆ เป็นต้น เพื่อสร้างรายได้ให้รัฐบาลมากขึ้น เพื่อเตรียมสำหรับจ่ายหนี้ที่ก่อขึ้นมาในอนาคตด้วย 

แม้ตอนนี้ในระยะสั้นต้องพึ่งพิงบทบาทนโยบายการคลังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ในระยะยาว รัฐบาลก็ต้องมีแผนถอน “นโยบายการคลัง” ออกด้วย

เพราะฉะนั้น เมื่อรัฐบาลก่อหนี้มากมาย แต่แผนเคลียร์ภาระหนี้ยังไม่ได้พูดถึง และหากไทยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสูงเกินเพดาน สิ่งที่จะเกิดผลตามมาคือ เครดิตเรทติ้งของประเทศจะตกลงแน่นอน นี่คือสิ่งที่น่ากลัวกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินแน่นอน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศ 

  • ผู้โพสต์ chisanupong
  • 2020-08-23 06:00:02
  • 698

ผู้สนับสนุน