เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


THE DARK NEWS

  • 2019-05-17 13:03:02
  • 1459

ไม่มีทางเลือกที่สาม...ตลาดหุ้นไทยจะมีแค่ “ลุง” กับ “ลง” เท่านั้น..

ไม่มีพรรคทางเลือกที่สาม..ตลาดหุ้นไทยจะมีแค่ “ลุง” กับ “ลง” เท่านั้น..

By…เฮียขาว วินสีลม

 

พระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.)เรียกประชุมรัฐสภาร่วมในวันที่ 22 พ.ค.2562 หลังจากที่มี ส.ว. ครบ 250 คนและมี ส.ส. ครบ 500 คน และหลังจากนั้นก็จะมีการคัดเลือกตัวประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง

 

จากนั้นจึงจะถึงรอบของการคัดเลือกตัว “นายกรัฐมนตรี”

 

วันนี้คุณหญิงหน่อย (คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์) จากพรรค “เพื่อไทย” ที่มีจำนวน ส.ส. มากเป็นอันดับหนึ่งก็เป็นนายกได้, วันนี้ลุงตู่ (พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา) จากพรรค “พลังประชารัฐ” ซึ่งมีจำนวน ส.ส. เป็นอันดับที่สองก็เป็นนายกได้ หรือแม้แต่ “พ่อของฟ้า” คุณธนาธร จึงรุ่งเรื่องกิจ หัวหน้าพรรค “อนาคตใหม่” ซึ่งมีจำนวน ส.ส. เป็นอันดับที่สามก็เป็นนายกได้เหมือนกัน

 

แค่อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญ “ไม่ได้กำหนด” และ “ไม่เคยกำหนด” ว่าพรรคที่ได้จำนวน ส.ส. มากที่สุดจะต้องได้เป็นรัฐบาล และไม่ได้กำหนดว่า “บุคคลของพรรคอันดับไหน” จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

 

วันนี้ใครก็เป็น “นายกรัฐมนตรี” ได้..ถ้าได้รับเสียงสนับสนุนจากรัฐสภามากกว่า 50%

 

ส.ส. จำนวน 500 คน, ส.ว.อีกจำนวน 250 คน รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 750 คน และจำนวนคะแนนของผู้ที่จะได้เป็นนายกคือมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมด นั้นคือ 376 คะแนน..และวันนี้พรรค “พลังประชารัฐ” มี ส.ส. ในมือจำนวน 115 คน บวกกับพรรคเล็กๆอีก 13 พรรคการเมืองทำให้เครือข่ายของ “พลังประชารัฐ” มี ส.ส. อยู่ในมือแล้วจำนวน 135 คน บวกกับ ส.ว. อีกจำนวน 250 คน

ซึ่งจำนวนคนแค่นี้ก็เพียงพอที่จะผลักดันให้ “พลเอก ประยุทธ์” เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอนถ้าไม่มี “ปาติหาริย์” เกิดขึ้น ถึงแม้ว่า “พลเอก ประยุทธ์” จะเป็น “นายกเสียงข้างน้อย” ก็ตาม..

 

แต่การเป็น “นายกรัฐมนตรี” กับเรื่องของ "การบริหารประเทศ" มันเป็นอีกคนละเรื่อง...

 

สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับรัฐบาลเสียงข้างน้อย ปัญหาคือ การมี ส.ส.แค่ 135 ซึ่งไม่ถึงครึ่งของ 250 ทำให้รัฐบาลเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร แล้วจะผ่านร่างพระราชบัญญัติต่างๆ ได้อย่างไร...

และต้องไม่ลืมว่าสูตรตั้งรัฐบาลสูตรนี้ ฝ่ายค้านที่มี ส.ส. เกินครึ่ง จะสามารถปลดนายกรัฐมนตรีด้วยการลงมติไม่ไว้วางใจได้อย่างง่ายดาย นั้นหมายความว่ารัฐบาลของ “พลเอก ประยุทธ์” จะเป็น “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” โดยที่ไม่มีเสถียรภาพ และเอกภาพในการบริหาร...

 

วนกลับมาที่เรื่องของ “เสถียรภาพ” ในการบริหารงาน และผลกระทบต่อตลาดหุ้นและการเงินบ้าง...

 

งานวิจัยของ Pongsak and Yuthana (2018) ได้สรุปเอาไว้ว่า “ความไม่แน่นอนทางการเมืองส่งผลเชิงลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ” และเมื่อรัฐบาลของ “พลเอก ประยุทธ์” เป็นรัฐบาลที่พร้อมที่จะโดนมติไม่ไว้วางใจและอาจจะสามารถ “ปลด” นายกรัฐมนตรีได้อยู่ตลอดเวลา

นั้นก็หมายความว่าความคาดหวังที่จะได้เห็นเงินทุนต่างชาติ (Fundflows) กลับเข้ามาลงทุนในประเทศก็เป็นเรื่องที่ห่างตัวออกไปอีก เพราะนักลงทุนต่างชาติก็ยังไม่ได้ไว้ใจในภาวการณ์ทางการเมืองของไทยที่เป็นเหมือน “ลูกโป่ง” ที่พร้อมจะแตกได้ตลอดเวลา

หรือถ้าจะมองไปที่เรื่องของการลงทุนของทางภาครัฐซึ่งเคยทำได้อย่างคล่องตัวในช่วงที่เป็นรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบโครงสร้างพื้นฐานเช่นรถไฟ รถไฟฟ้า ทางด่วน สนามบินหรือเมืองใหม่ ที่เคยได้ทำเอาไว้เมื่อรัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยเสียงข้างน้อยก็อาจจะเกิดปัญหาในเรื่องของความต่อเนื่องได้เช่นเดียวกัน

 

สุดท้าย...เมื่อทุกอย่างดูเหมือนจะต้องหยุดชะงักลง รัฐบาลก็ไม่ออกกฎหมายใดๆเพื่อให้สภาอนุมัติเพราะกลัวว่าจะไม่ผ่านสภา เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็ไม่เดินหน้าเพราะโครงการการลงทุนหลายโครงการต้องหยุดชะงักเพราะขาดงบประมาณ นักลงทุนต่างชาติก็หนีหาย

เรื่องที่เคยอยากเห็นว่าดัชนีหุ้นไทยวิ่งไปถึง 1,800-1,900 จุดก็คงจะเป็นแค่ “ฝัน” และหวังกันต่อๆไป..

จากนี้ไปตลาดหุ้นไทยก็คงจะมีแต่ “ลุง” กับ “ลง” เท่านั้นเอง

 

  • ผู้โพสต์ kaweephol
  • 2019-05-17 13:03:02
  • 1459

ผู้สนับสนุน