Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 03–07-2569 (เจาะลึกกำไรแบงก์ชัดๆ ใครเด่น-ใครดับ! KBANK-KTB-BBL-SCB-KKP-TISCO)

เมื่อวานหุ้นแบงก์ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ โดย 4 อันดับแรกที่มีมูลค่าการซื้อขายมากสุดคือ SCB-KBANK-KTB-BBL เจ๊เลยช่วยต่อยอดให้กับแฟนคลับด้วยการหาข้อมูลมาซัพพอร์ต เกี่ยวกับเรื่องผลประกอบการที่จะประกาศเร็วๆ นี้ เพื่อจะได้นำมาเป็นปัจจัยสำหรับประเมินก่อนเข้าลงทุนหุ้นแบงก์แต่ละตัวว่า ใครเด่น-หรือ-ใครดับ!!!
1. ภาพรวมกลุ่มแบงก์ในไตรมาส 2/2569
คาดการณ์กำไรสุทธิรวมของ 7 ธนาคารหลักจะอยู่ที่ประมาณ 5.82 หมื่นล้านบาท ภาพรวมถือว่าทรงตัวได้ค่อนข้างดี (เสถียรภาพแข็งแกร่ง) เนื่องจาก
-NIM (ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ) ยังทรงตัวในระดับสูงตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่ยังยืนตัว
-Credit Cost (ต้นทุนความเสี่ยงจากการตั้งสำรอง) เริ่มส่งสัญญาณนิ่งขึ้น ไม่ได้กระโดดรุนแรงเหมือนไตรมาสก่อน ๆ
-ปัจจัยหนุนเพิ่มเติม ทิศทาง GDP และวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ของภาครัฐ รวมถึงงบประมาณปี 2570 ที่เพิ่งผ่านวาระแรก ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่
2. เจาะลึกประมาณการผลประกอบการรายตัว
KBANK (ธนาคารกสิกรไทย) เต็งแชมป์กำไรของกลุ่ม
-คาดกำไรสุทธิโดดเด่นแตะระดับ 1.32 หมื่นล้านบาท จากการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและควบคุมเสถียรภาพหนี้เสีย (NPL) ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
-คำแนะนำ: โบรกเกอร์แนะนำ "ซื้อ/สะสม" ชูพื้นฐานแกร่งและแนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังโตต่อเนื่อง
KTB (ธนาคารกรุงไทย) ความหวังเบิกจ่ายภาครัฐ
-คาดกำไรยังคงรักษาฐานได้สูงในระดับ หมื่นล้านบาท ได้รับอานิสงส์เต็ม ๆ จากการเป็นแบงก์หลักในการเบิกจ่ายโครงการภาครัฐและสินเชื่อขนาดใหญ่ หลังปลดล็อกงบประมาณ
-คำแนะนำ: แนะนำ "ซื้อ" เป็นหนึ่งใน Top Pick ของกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่
BBL (ธนาคารกรุงเทพ) รับอานิสงส์วัฏจักรลงทุน
-มีแนวโน้มทรงตัวในทิศทางบวก พอร์ตสินเชื่อรายใหญ่และสินเชื่อต่างประเทศทำงานได้ดี การตั้งสำรองเริ่มนิ่งขึ้น
-คงคำแนะนำ: แนะนำ "สะสม" มองระยะยาวรับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนภาคเอกชนรอบใหม่
SCB (ยานแม่ เอสซีบี เอกซ์) เด่นเรื่องปันผล
-ทรงตัวได้ดีตามเป้าหมายของกลุ่ม โดยตลาดคาดหวังเรื่องแรงขับเคลื่อนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการคุมความเสี่ยงสินเชื่อรายย่อย
-คำแนะนำ: แนะนำ "ซื้อ" นอกจากพื้นฐานแกร่งแล้ว SCB มีจุดเด่นสำคัญที่เรื่องอัตราการจ่ายปันผลระหว่างกาลสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของกลุ่ม
KKP (ธนาคารเกียรตินาคินภัทร) เติบโตเปอร์เซ็นต์สูงสุด
-ตลาดคาดว่าจะเป็นตัวที่ เติบโตโดดเด่นที่สุดในแง่ของ % โดยคาดว่าจะพุ่งขึ้นถึง +49.3% YoYเนื่องจากฐานกำไรปีก่อนหน้าต่ำ และขาดทุนรถยึด (กลุ่มเช่าซื้อ) เริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
-คำแนะนำ: แนะนำ "เก็งกำไร" ตามสตอรี่การฟื้นตัวที่แรงที่สุด
TISCO (ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป) มั่นคง-ปันผลชัวร์
-ประคองตัวได้ดีตามมาตรฐาน ควบคุม Asset Quality ได้เน้นความปลอดภัยเป็นหลัก กำไรอาจไม่หวือหวาแต่สม่ำเสมอ
-คำแนะนำ: แนะนำ "ถือเพื่อรับปันผล"
3. คาดว่าจะประกาศงบฯ วันไหน?
ตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และธนาคารแห่งประเทศไทย กลุ่มธนาคารพาณิชย์จะต้องส่งงบการเงินก่อนการตรวจสอบภายในวันที่ 21 กรกฎาคม ของทุกปี
-ช่วงประกาศจริงคาดการณ์ว่ากลุ่มแบงก์จะทยอยส่งงบฯ ในช่วงระหว่าง วันที่ 15 - 21 กรกฎาคม 2569
-คิวประกาศ: โดยปกติธนาคารขนาดเล็กอย่าง TISCO มักจะประเดิมประกาศเป็นตัวแรก (คาดว่าช่วงวันที่ 10-14 กรกฎาคม) ตามมาด้วยกลุ่มแบงก์ใหญ่ (SCB, KBANK, BBL, KTB, KKP) ที่จะหนาแน่นที่สุดในช่วงวันที่ 17-20 กรกฎาคม 2569
คำแนะนำและกลยุทธ์การลงทุนจากบรรดากูรู ระบุว่าราคาหุ้นกลุ่มแบงก์เพิ่งมีการขยับตัวขึ้นแรงรับแรงเก็งกำไรเม็ดเงินต่างชาติ (Fund Flow) และ Window Dressing ไปในช่วงก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน
1. ถ้าเน้นความปลอดภัย + รอเงินปันผลระหว่างกาล: เลือกสะสม KBANK, SCB และ BBL เนื่องจากราคายังมี Upside และได้อานิสงส์จากกลุ่มทุนใหญ่ต่างชาติหนุน
2. ถ้าเน้นเก็งกำไรส่วนต่างราคาตามงบที่โตแรง แนะนำเลือก KKP ที่คาดว่าตัวเลข % จะออกมาเซอร์ไพรส์ตลาดได้ดีที่สุด
3. ข้อควรระวัง สัปดาห์นี้ราคาหุ้นแบงก์หลายตัวขึ้นมาทดสอบแนวต้านสำคัญ (เช่น SCB แถว 153 บาท, KBANK แถว 231 บาท) หากจะเข้าซื้อเพื่อเล่นรอบงบไตรมาส 2 แนะนำ "รอจังหวะย่อตัวตามแนวรับ" ไม่ควรไล่ราคา
นอกจากเรื่องงบแบงก์ อีกเรื่องที่อยู่ในกระแสคือ การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งมีเจ้าภาพร่วม 3 ชาติ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก แม้จะเดินทางมาถึงครึ่งทางแล้ว แต่ความหวังของนักลงทุนไทยที่เคยมองว่ามหกรรมกีฬาระดับโลกครั้งนี้จะช่วยสร้างแรงหนุนให้กับหุ้นหลายกลุ่มตามที่มีการพูดถึงกันก่อนหน้านี้ กลับเริ่มเผชิญกับความเป็นจริงที่แตกต่างจากที่หลายคนคาดไว้
สิ่งที่เจ๊จิ๋มมองว่าเห็นได้ชัดที่สุดก็คือ เวลาการแข่งขันส่วนใหญ่ตรงกับช่วงดึกจนถึงเช้ามืดของประเทศไทย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่นอนหลับพักผ่อน จะเหลือก็เพียงแฟนบอลพันธุ์แท้ที่ยอมอดนอนติดตามการแข่งขัน ทำให้อานิสงส์ที่หลายฝ่ายเคยคาดว่าจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจับจ่ายใช้สอย การสั่งอาหาร หรือการใช้จ่ายเพื่อเชียร์บอล กลับไม่ได้คึกคักอย่างที่หวัง
เมื่อเป็นแบบนี้ ความหวังที่ว่าหุ้นหลายตัวจะได้รับอานิสงส์จากฟุตบอลโลกจนช่วยผลักดันทั้งผลประกอบการและราคาหุ้น ก็เริ่มไม่ชัดเจนเหมือนที่หลายคนเคยเชื่อกัน อีกทั้งภาพความคึกคักที่ถูกพูดถึงมาตลอด อาจเป็นเพียงความรู้สึกของตลาด มากกว่าจะมีตัวเลขหรือข้อมูลทางเศรษฐกิจมายืนยันอย่างชัดเจน
เมื่อคนดูน้อยกว่าที่คาด หุ้นที่หลายคนเชื่อว่าจะได้ประโยชน์จึงไม่ได้ตอบรับอย่างที่หวัง และสิ่งที่เคยพูดกันว่าฟุตบอลโลกจะช่วยดันผลประกอบการของหลายบริษัท จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนมาสนับสนุน นอกจากความคาดหวังของนักลงทุนเท่านั้น
ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดก็คือ JAS และ MONO ซึ่งมี พิชญ์ โพธารามิก เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แม้ JAS จะสามารถคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกมาได้ในช่วงโค้งสุดท้าย แต่จนถึงวันนี้ราคาหุ้นของทั้ง JAS และ MONO ก็ยังเคลื่อนไหวค่อนข้างเงียบ แทบไม่แตกต่างจากช่วงก่อนประกาศข่าวปิดดีลลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกเสียด้วยซ้ำ
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดไม่ได้มองเฉพาะโอกาสในการสร้างรายได้ แต่ยังให้น้ำหนักกับต้นทุนค่าลิขสิทธิ์ที่สูงหลายพันล้านบาท ขณะเดียวกัน การแข่งขันที่ถ่ายทอดในช่วงดึกก็ทำให้การขายโฆษณา รวมถึงการเพิ่มสมาชิกของแพลตฟอร์ม Monomax ไม่ง่ายอย่างที่หลายคนเคยคาดหวังไว้
ส่วนหุ้นกลุ่มอื่นที่เคยถูกยกให้เป็น "หุ้นรับบอลโลก" ก็ยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนเช่นกัน
อย่าง CPALL หลายคนเคยคาดว่าผู้คนจะออกไปซื้อของกินและเครื่องดื่มที่ 7-Eleven ในช่วงดึก หรือ CENTEL ที่หวังว่ายอดสั่งอาหารเดลิเวอรี่จะเพิ่มขึ้น รวมถึง CBG และ OSP ที่ถูกมองว่ายอดขายเครื่องดื่มชูกำลังจะเติบโตจากคนที่ต้องนั่งดูบอลทั้งคืน
แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีตัวเลขที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ยอดขายที่เพิ่มขึ้นเกิดจากฟุตบอลโลกจริง หรือเป็นเพียงยอดขายตามปกติของธุรกิจ เพราะในความเป็นจริง คนที่ตื่นมาดูบอลตอนตีสามตีสี่ ส่วนใหญ่ก็เปิดทีวีดูอยู่ที่บ้าน ไม่ได้ออกมาปาร์ตี้หรือสั่งอาหารเหมือนฟุตบอลโลกที่แข่งขันในโซนยุโรปหรือเอเชีย ซึ่งมีเวลาแข่งขันสอดคล้องกับการใช้ชีวิตของคนไทยมากกว่า
ด้านหุ้นสื่อสารอย่าง ADVANC และ TRUE ก็เช่นกัน หลายคนมองว่าคนดูบอลผ่านมือถือมากขึ้น ปริมาณการใช้งานดาต้าก็น่าจะเพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริง ผู้ชมส่วนใหญ่รับชมผ่าน Wi-Fi หรืออินเทอร์เน็ตบ้านแบบเหมาจ่ายอยู่แล้ว ถึงปริมาณการใช้งานดาต้าจะเพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะมีรายได้หรือกำไรเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สุดท้ายแล้ว หากถามว่า "ตลาดหุ้นไทยได้อะไรจากฟุตบอลโลกครั้งนี้"
คำตอบของเจ๊จิ๋มก็คือ วันนี้ยังตอบได้ไม่เต็มปาก เพราะสิ่งที่จะพิสูจน์ได้จริงไม่ใช่กระแสในระหว่างการแข่งขัน แต่คือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ว่าจะออกมาดีขึ้นจากอานิสงส์ฟุตบอลโลกจริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เจ๊จิ๋มเห็นชัดที่สุดก็คือ ฟุตบอลโลกเพียงอย่างเดียว ยังไม่ใช่ปัจจัยที่มีน้ำหนักมากพอจะทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาคึกคักหรือเปลี่ยนทิศทางของตลาดได้
ในทางกลับกัน ฟุตบอลโลกครั้งนี้กลับเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่ตอกย้ำให้นักลงทุนเห็นว่า อย่าเพิ่งเชื่อแค่กระแสหรือเรื่องเล่าที่พูดต่อ ๆ กัน แต่ควรตัดสินใจจากข้อมูลจริง ผลประกอบการจริง และตัวเลขที่พิสูจน์ได้ เพราะสุดท้ายแล้ว ราคาหุ้นอาจถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ในระยะสั้น แต่ในระยะยาว ราคาหุ้นจะสะท้อนผลกำไรและพื้นฐานของธุรกิจเสมอ...และนี่คือสิ่งที่เจ๊จิ๋มเชื่อมาตลอดเจ้าค่ะ