Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 02-07-2569 (ตัดเกรดหุ้นแบงก์ ใครเด่น ใครนำ ใครน่าลงทุน)


02 กรกฎาคม 2569

Gossip Station ตัดเกรดหุ้นแบงก์ 1-1_0.jpg

ทุกครั้งที่ก้าวเข้าสู่ไตรมาสใหม่ หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะเป็นกลุ่มแรกที่ทยอยประกาศผลประกอบการ และมักถูกใช้เป็น "ตัวชี้วัด" สำคัญของตลาดหุ้นไทย เพราะนอกจากจะสะท้อนทิศทางของภาคการเงินแล้ว ยังบ่งบอกถึงภาพรวมของเศรษฐกิจและแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในภาพใหญ่ได้อีกด้วย

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2/2569 แบงก์ที่จะเปิดฉากประกาศงบเป็นแห่งแรกคือ TISCO ในวันที่ 14 กรกฎาคม ก่อนที่แบงก์ขนาดใหญ่อย่าง KBANK, SCB, KTB, BBL, TTB และ KKP จะทยอยรายงานผลประกอบการระหว่างวันที่ 15-21 กรกฎาคม ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่นักลงทุนจะใช้ประเมินทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง

แม้ธุรกิจธนาคารยังต้องเผชิญแรงกดดันจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง แต่เจ๊จิ๋มมองว่าภาพรวมของกลุ่มยังแข็งแกร่งกว่าที่หลายคนกังวล โดยโบรกเกอร์ชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น บล.ฟินันเซีย ไซรัส บล.ทิสโก้ และ บล.ฟิลลิป ต่างประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่า กำไรสุทธิรวมของกลุ่มในไตรมาสนี้จะอยู่ที่ประมาณ 5.8-7.2 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่าระบบธนาคารไทยยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างมั่นคง แม้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจจะยังมีความท้าทายอยู่ไม่น้อย

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนผลประกอบการในรอบนี้ มาจากการฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียม หลังบรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนเริ่มกลับมาคึกคัก ประกอบกับต้นทุนเงินฝากที่ทยอยปรับลดลง ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกัน หลายธนาคารยังสามารถบริหารคุณภาพสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การตั้งสำรองหนี้สูญ (Credit Cost) เริ่มผ่อนคลายลง และกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคองผลกำไรของทั้งกลุ่ม

เมื่อพิจารณาเป็นรายธนาคาร จะเห็นว่า KBANK ยังมีโอกาสรักษาตำแหน่งผู้นำด้านกำไรของกลุ่ม โดยนักวิเคราะห์ประเมินกำไรสุทธิไว้ที่ประมาณ 13,069 ล้านบาท ซึ่งยังสูงที่สุดในกลุ่ม แม้จะลดลงราว 10.9% จากไตรมาสแรก เนื่องจากไม่มีรายการกำไรพิเศษจากการลงทุนเหมือนช่วงก่อน แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรยังเติบโตได้ประมาณ 4.7% สะท้อนว่าธุรกิจหลักยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ยังขยายตัวได้ดี

ส่วน KTB ยังคงเป็นอีกหนึ่งหุ้นเด่นที่ได้รับการแนะนำจากหลายโบรกเกอร์ โดยคาดว่าจะมีกำไรสุทธิประมาณ 11,217 ล้านบาท แม้กำไรจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน แต่ยังเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนได้ จากแรงสนับสนุนของการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ รวมถึงการปล่อยสินเชื่อโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งน่าจะเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลัง

ด้าน BBL แม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะได้รับแรงกดดันจากทิศทางดอกเบี้ย แต่เจ๊จิ๋มยังเห็นตรงกับหลายโบรกเกอร์ที่ยกให้เป็น Top Pick ของกลุ่ม เนื่องจากมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง คุณภาพสินทรัพย์อยู่ในระดับสูง มูลค่าหุ้นยังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน และยังมีจุดเด่นด้านอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจ

สำหรับ SCB แม้กำไรเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอาจลดลงค่อนข้างมาก จากฐานกำไรที่อยู่ในระดับสูงเมื่อปีก่อน แต่หากมองในเชิงคุณภาพ ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และรายได้ค่าธรรมเนียมยังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว

ขณะที่ KKP ถือเป็นดาวเด่นของรอบนี้ เพราะนักวิเคราะห์คาดว่าจะเป็นธนาคารที่มีกำไรเติบโตสูงที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 34-49% จากการฟื้นตัวของธุรกิจตลาดทุน ต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ากำไรสุทธิจะอยู่ที่ประมาณ 1,889 ล้านบาท แต่ในแง่ของอัตราการเติบโตถือว่าโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม

ด้าน TTB ยังคงรักษาผลประกอบการได้อย่างสม่ำเสมอ โดยคาดว่าจะมีกำไรสุทธิประมาณ 5,137 ล้านบาท แม้การเติบโตของสินเชื่อจะยังไม่โดดเด่น แต่การบริหารคุณภาพสินทรัพย์และการควบคุมต้นทุนยังทำได้ดี ทำให้ผลประกอบการมีเสถียรภาพ ขณะที่ TISCO มีโอกาสเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวของกลุ่มที่กำไรเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยคาดว่าจะมีกำไรสุทธิประมาณ 1,786 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 3% จากไตรมาสแรก จากการควบคุมต้นทุนและการตั้งสำรองที่ลดลง

เมื่อมองในภาพรวม เจ๊จิ๋มเชื่อว่าหากผลประกอบการของกลุ่มธนาคารออกมาตามที่ตลาดคาดไว้ ก็มีโอกาสสูงที่หุ้นแบงก์จะกลับมาเป็นแกนนำในการผลักดันดัชนี SET ในช่วงครึ่งหลังของเดือนกรกฎาคม เพราะนอกจากผลประกอบการจะยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งแล้ว ราคาหุ้นหลายตัวยังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับที่น่าสนใจ

สำหรับนักลงทุนสายเน้นคุณค่า BBL และ KTB ยังคงเป็นตัวเลือกที่โดดเด่น ขณะที่ผู้ที่มองหาโอกาสจากการฟื้นตัวของกำไรอาจจับตา KKP และ TISCO เป็นพิเศษ ส่วน KBANK ก็ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง และมีโอกาสรักษาตำแหน่งผู้นำด้านกำไรของกลุ่มต่อไป

สุดท้าย เจ๊จิ๋มเชื่อว่า หากผลประกอบการของกลุ่มธนาคารออกมาได้ตามประมาณการ ก็มีโอกาสสูงที่หุ้นแบงก์จะกลับมาเป็นแกนนำของตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง และอาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยพาดัชนี SET ฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เจ้าค่ะ