Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 01-07-2569 (DELTA = ระเบิดเวลาที่ยังไม่ทำงาน)

สวัสดีเดือนกรกฎาคม 2569 นับถอยหลังอีก 6 เดือนก้อจะสิ้นปีแล้ว..เวลาผ่านไปรวดเร็วๆ จริงๆ หกเดือนแรกที่ผ่านมามีทั้งทุกข์และสุข ปะปนกันไป นี่แหล่ะสีสันของชีวิต เจ๊ได้แต่ภาวนาให้ครึ่งปีหลังของพวกเรา “มีสุขมากกว่าทุกข์” นะคะ
เริ่มวันนี้กับเรื่องของ DELTA กับการนำเข้าคำนวณดัชนี SET50 และ SET100 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 (เริ่มใช้ 1 กรกฎาคม 2569) ถือเป็น "ทอล์กออฟเดอะทาวน์" ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยสูงมากในขณะนี้ วันนี้เจ๊หาข้อมูลแบบเจาะลึกหุ้นตัวนี้ในมิติต่างๆ มาเล่าให้แฟนๆ ที่รักรู็พร้อมๆ กันนะ
สถานะของ DELTA ในดัชนีครึ่งหลังปี 2569
-ผลลัพธ์คือ "ยังคงอยู่" ใน SET50 และ SET100 แม้ก่อนหน้านี้ตลาดจะกังวลเรื่องเกณฑ์การติด Cash Balance หรือ Trading Alert แต่ผลการคัดเลือกหลักทรัพย์อย่างเป็นทางการสำหรับรอบครึ่งหลังปี 2569 ปรากฏว่า DELTA ยังคงผ่านเกณฑ์และคงอยู่ในดัชนี SET50 ต่อไป (ไม่ได้หลุดออกในรอบนี้ เช่นเดียวกับหุ้นใหญ่ตัวอื่น ๆ ที่ตลาดจับตา)
-เกณฑ์ที่เกือบทำให้หลุด เป็นผลมาจากที่ DELTA มีประวัติการติดเกณฑ์ Trading Alert (มาตรการกำกับการซื้อขาย) สะสมไปแล้วประมาณ 3 เดือน ซึ่งตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ หากติดรวมกันเกินเกณฑ์ที่กำหนดในรอบการคำนวณ จะถูกคัดออกจากดัชนีทันที แต่รอบนี้ DELTA รอดตัวไปได้อย่างหวุดหวิดในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม
ผลกระทบและการคาดการณ์ใน "ครึ่งปีหลัง 2569"
แม้จะยังคงอยู่ในดัชนี แต่เซียนหุ้นจากหลายสำนัก (เช่น บล.เอเซีย พลัส, บทวิเคราะห์จาก The Standard Wealth) มองว่า DELTA จะกลายเป็นปัจจัยชี้ชะตาและสร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้นไทยไปตลอดครึ่งปีหลังด้วยเหตุผลที่ว่า
-มีความเสี่ยงการหลุดดัชนีในรอบถัดไป เพราะว่าปัจจุบัน DELTA มีสถิติติด Trading Alert ค่อนข้างปริ่มเพดาน หากในครึ่งปีหลังนี้ (ระหว่างเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม 2569) ราคาหุ้นเกิดผันผวนรุนแรงจนโดนมาตรการ Cash Balance หรือ Trading Alert เพิ่มขึ้นอีกเพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้ "หมดสิทธิ์" ในการคำนวณรอบครึ่งแรกของปี 2570 ทันที ซึ่งนักลงทุนสถาบันจะเริ่มทยอยลดความเสี่ยงล่วงหน้า
-การจำกัดน้ำหนัก (Cap) ไม่เกิน 10% ด้วยตลท.มีมาตรการควบคุมไม่ให้หุ้นตัวใดตัวหนึ่งมีอิทธิพลต่อดัชนีเกิน 10% ของมูลค่าตลาดรวม (Market Cap.) ดังนั้น กองทุนประเภท Passive Fund ที่ลงทุนเลียนแบบดัชนี จะต้องคอยปรับลดน้ำหนักและเทขาย DELTA ออกมาเป็นระยะเมื่อราคาหุ้นพุ่งสูงเกินไป
-ผลต่อดัชนีภาพรวมของ SET Index โดยกูรูหุ้นประเมินว่า หาก DELTA มีปัจจัยลบหรือเกิดหลุดเกณฑ์ในอนาคต แรงเทขายจากกองทุนอาจกดดันให้ดัชนี SET ลดลงได้รวดเร็วถึง 50-100 จุด เนื่องจาก DELTA เป็นหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดขนาดใหญ่มากและมี Free Float (สัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย) ค่อนข้างต่ำ (ราว 23.98%) ทำให้ราคาปรับตัวขึ้นลงได้หวือหวา
จากการรวบรวมมุมมองของบรรดากูรูเจ๊สามารสรุปออกมาได้สามประเด็นสำคัญคือ
1.ราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 312 - 320 บาท (ขณะที่ราคาตลาดปัจจุบันเคลื่อนไหวหนาแน่นอยู่แถว ๆ 322 - 325 บาท)
2.คำแนะนำส่วนใหญ่คือ "Hold" (ถือ) หรือ "Reduce" (ลดสัดส่วน) สำนักวิเคราะห์ชั้นนำ เช่น INVX, ASPS, CGSI แนะนำให้ลดน้ำหนักหรือระมัดระวังการซื้อ เนื่องจากมองว่า Upside เริ่มจำกัดเมื่อเทียบกับราคาปัจจุบัน และค่า P/E ค่อนข้างสูง (ทะลุ 130 เท่า)
3.ปัจจัยหนุนที่ยังประคองอยู่คือแนวโน้มผลประกอบการในส่วนของธุรกิจ Data Center และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งยังคงเติบโตได้ดีในระดับโลก
ดังนั้นเจ๊เลยสรุปเองว่า DELTA ในครึ่งหลังปี 2569 นี้ เปรียบเสมือน "ระเบิดเวลาที่ยังไม่ทำงาน" การที่ยังอยู่ใน SET50 ช่วยประคองไม่ให้ตลาดหุ้นไทยทรุดตัวลงในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงเรื่องเกณฑ์ Trading Alert ที่ปริ่มเพดาน จะทำให้หุ้นตัวนี้มีความผันผวนสูง และเป็นตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องคอยติดตามดูโวลลุ่มซื้อขายอย่างใกล้ชิดในทุก ๆ เดือนนะเทอ!!!
ส่วนตลาดหุ้นไทยเมื่อวานปิดไตรมาส 2/2569 ที่ระดับ 1,591.24 จุด ตอนนี้เราต้องมองไปข้างหน้าไตรมาส 3 บรรดากูรูชั้นนำ ทั้ง บล. กรุงศรี บล. เมย์แบงก์ และ บล. บัวหลวง ต่างมีจุดร่วมสำคัญคือเชื่อว่าครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นิคมอุตสาหกรรม พลังงาน สื่อสาร และ Data Center จะยังเป็นธีมหลักของตลาดต่อไป
เริ่มจาก บล.กรุงศรี มองว่าตลาดกำลังเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ พร้อมปรับเป้าดัชนีขึ้นสู่ระดับ 1,680 จุด จากแรงหนุนของการย้ายฐานการผลิต การลงทุนด้าน AI Infrastructure และกระแสความมั่นคงทางพลังงาน อีกทั้งยังเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะทรงตัวในระดับต่ำไปจนถึงปี 2570 ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนของภาคเอกชน
ทางด้าน บล. เมย์แบงก์ มองว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง หลังความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลงและการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐเดินหน้าได้เต็มที่ ส่งผลให้หุ้นกลุ่ม Domestic Play และกลุ่ม New Economy โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมและ Data Center มีแนวโน้มโดดเด่น โดยแนะนำ WHA, AMATA, GULF, TRUE และ MINT
ขณะที่ บล. บัวหลวง ยังคงเน้นการลงทุนในหุ้นที่มีกำไรแข็งแกร่ง งบดุลมั่นคง และมีเงินปันผลสูง โดยเชื่อว่าภาวะดอกเบี้ยต่ำจะเอื้อต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง พร้อมแนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังกลุ่มโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ กลุ่มท่องเที่ยว และหุ้นคุณภาพสูง เช่น CPN, CENTEL, GULF, HANA และ WHA
อย่างไรก็ตาม...แม้ตลาดจะเริ่มกลับเข้าสู่แนวโน้มเชิงบวก แต่การลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังยังต้องอาศัยการคัดเลือกหุ้นมากกว่าการซื้อทั้งตลาด เพราะปัจจัยภายนอกยังพร้อมสร้างความผันผวนได้ทุกเมื่อ ทั้งทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และ Fund Flow ต่างชาติ เด้อค่ะเด้อ!!!