Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 29-06-2569 (เรื่องสำคัญของสัปดาห์นี้ ฟันด์โฟลว์-ภูมิรัฐศาสตร์-ปรับพอร์ตรับ SET50 และ SET100-ลุ้นงบกลุ่มแบงก์)


29 มิถุนายน 2569

Gossip Station เรื่องสำคัญของสัปดาห์นี้ 1-1_0.jpg

ภาพรวมตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในสัปดาห์นี้ (วันที่ 29 มิถุนายน ถึง 3 กรกฎาคม 2569)  ทางด้านสัญญาณเทคนิคประเมินกรอบแนวรับสำคัญไว้ที่ 1,535 และ 1,520 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,565 และ 1,575 จุด มีปัจจัยสำคัญทั้งในและต่างประเทศที่ต้องติดตามคือ

ปัจจัยภายในประเทศ

-การประกาศงบการเงินกลุ่มธนาคาร  เพราะเริ่มเข้าสู่ช่วงสัปดาห์ที่นักวิเคราะห์จะทยอยออกบทวิเคราะห์คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของกลุ่มแบงก์ ซึ่งส่งผลต่อแรงเก็งกำไรในหุ้นใหญ่ 

-ตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ต้องติดตามคือ การรายงานตัวเลข ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนพฤษภาคม ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจะสะท้อนทิศทางเสถียรภาพค่าเงินบาท

-การปรับพอร์ต Rebalance ของดัชนี SET50 / SET100 ซึ่งจะมีผลต่อราคาปิดและการเคลื่อนไหวของหุ้นที่ถูกนำเข้า-ออกในรอบนี้ เช่น หุ้นที่เข้าใหม่อย่าง BCP, MRDIY, THAI, TFG เป็นต้น

ปัจจัยภายนอกประเทศ

-กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ตลาดกำลังจับตามองแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ หลังจากสัปดาห์ก่อนหน้ามีการเทขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยไปกว่า 10,205 ล้านบาท ควบคู่กับการอ่อนค่าของเงินบาท (กรอบสัปดาห์นี้อยู่ที่ 33.00-33.70 บาทต่อดอลลาร์)

-ตัวเลขเศรษฐกิจและแรงงานของสหรัฐฯ มีตัวเลขสำคัญหลายตัวที่จะกำหนดทิศทางดอกเบี้ยของเฟด ได้แก่

-ดัชนี ISM และ PMI ภาคการผลิตเดือนมิถุนายน

-ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS)

-ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และข้อมูลตลาดแรงงานประจำเดือน

-สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง เพราะความตึงเครียดปะทุอีกแล้ว!!! หลังมีรายงานเรือบรรทุกสินค้าถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวได้ไม่นาน เป็นตัวกดดัน Sentiment การลงทุนทั่วโลก

ในมุมมองของเจ๊เรื่องของ “ฟันด์โฟลว์” คือปัจจัยที่มีน้ำหนักมากที่สุดในสัปดาห์นี้ เนื่องจากในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยถูกกดดันอย่างหนักจากแรงขายสะสมของต่างชาติกว่าหมื่นล้านบาท หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น หรือตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ (เช่น ดัชนี ISM/PMI และเงินเฟ้อ) ออกมาส่งสัญญาณให้เฟดต้องคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น เงินดอลลาร์จะยิ่งแข็งค่า และจะเร่งให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อย่างหุ้นไทยต่อเนื่อง ซึ่งจะกดดันให้ดัชนี SET หลุดแนวรับสำคัญได้ง่ายกว่าปัจจัยภายในประเทศ อีกทั้งยังเป็น “ฟันด์โฟลว์” ที่ผูกติดกับสถานการณ์ตะวันออกกลางและตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

มุมมองด้านเทคนิคอลและภาพรวมตลาดหุ้น กูรูบอกว่ายังอยู่ในโซนพักฐานฐานสูง โดยในช่วงก่อนหน้านี้ดัชนี SET พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี 9 เดือน (แถว 1,568 จุด) การปรับฐานลงมาปิดที่ระดับ 1,542.34 จุดในวันศุกร์ที่ผ่านมา จึงมองเป็นการ "พักฐาน" เพื่อรอดูความชัดเจนทางเศรษฐกิจ

มีการประเมินว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายมิถุนายนต่อต้นกรกฎาคมนี้ จะมีลักษณะ "ผันผวนในกรอบสลับสร้างฐาน" (Sideways) โดยกลุ่มเด่นที่น่าจะประคองตลาดได้คือ กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่มีผลประกอบการแข็งแกร่งรองรับ

นอกจากนี้มีอีกเนื่องที่แฟนคลับของเจ๊ต้องรู้ไว้คือ!!!ควรใช้ความระมัดระวังในการไล่ราคาหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ที่อิงกับกระแสเงินทุนต่างชาติ เนื่องจากเงินบาทยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าในกรอบ 33.40-33.60 บาทต่อดอลลาร์ และแนะนำให้เน้นตั้งรับในหุ้นที่ปลอดภัย หรือหุ้นที่คาดการณ์งบไตรมาส 2/2569 ออกมาเติบโตดีเป็นหลัก

เจาะลงลึกเป็นรายตัวสำหรับหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากแรงซื้อ Window Dressing ได้แก่ DELTA, ADVANC, GULF, AOT, CPALL, PTT, PTTEP, KBANK, SCB, BDMS และ TRUE ซึ่งล้วนเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักต่อดัชนี และมักถูกใช้เป็นตัวเลือกในการปรับพอร์ตของกองทุนในช่วงปลายไตรมาส

อีกปัจจัยที่เริ่มกลับมามีอิทธิพลต่อตลาด คือ ราคาทองคำโลกที่ฟื้นตัวกลับมายืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง หลังนักลงทุนกลับมาถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศขยับขึ้นตาม และสะท้อนว่าความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ได้หายไปเสียทีเดียว

ในทางตรงกันข้าม ราคาน้ำมันดิบโลกกลับอ่อนตัวลง จากความกังวลว่าอุปสงค์น้ำมันอาจฟื้นตัวช้ากว่าที่ตลาดคาด แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะยังมีอยู่ก็ตาม ภาพดังกล่าวอาจกดดันหุ้นพลังงานอย่าง PTT, PTTEP, TOP, BCP และ SPRC แต่กลับเป็นผลดีต่อหุ้นที่มีต้นทุนพลังงานเป็นค่าใช้จ่ายหลัก ไม่ว่าจะเป็น AOT, AAV, BA, BEM, BTS รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้าอย่าง GULF, GPSC, BGRIM และ RATCH ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลง

กลุ่มการเงินและสินเชื่อยังเป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตา บรรดาเซียนหุ้นจากหลายค่ายยังคงให้น้ำหนักเชิงบวกกับ MTC, TIDLOR และ SAWAD จากแนวโน้มผลประกอบการที่ทยอยฟื้นตัว ประกอบกับต้นทุนทางการเงินที่เริ่มทรงตัว ขณะที่หุ้น Defensive อย่าง ADVANC, BDMS, BCH และ CPALL ยังคงเป็นทางเลือกของนักลงทุนในช่วงที่ตลาดยังขาดปัจจัยใหม่เข้ามาขับเคลื่อน