Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 07-08-2569 (“ทองคำ” พุ่งอีกแล้ว..ควรไล่ราคาหรือรอตั้งรับ?)

หลายคนคงแปลกใจ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย แถมราคาน้ำมันดิบก็ปรับตัวลดลงแรง แต่แทนที่ทองคำจะอ่อนตัวลงตามตำรา กลับวิ่งแร๊งงงงงง!!!!ล่าสุดราคาทองคำโลกพุ่งขึ้นแตะ 4,363 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนราคาทองคำแท่งในประเทศขึ้นไปแตะ 66,600 บาท ขณะที่ทองรูปพรรณอยู่ที่ 65,263 บาทต่อบาททองคำ
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การขึ้นรอบนี้ไม่ได้เกิดจาก "ความกลัว" เหมือนในอดีต แต่เกิดจากการที่ตลาดเริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อ "ทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯ" ส่งผลให้กลไกที่ขับเคลื่อนราคาทองคำกำลังเปลี่ยนไป
หลายคนอาจสงสัยว่า เรื่องดอกเบี้ยเกี่ยวอะไรกับทองคำ? คำตอบเริ่มต้นมาจาก "ราคาน้ำมัน" ค่ะ หลังจากสหรัฐฯ กาตาร์ และการเจรจาระหว่างอิหร่านกับโอมาน ส่งสัญญาณเชิงบวกเกี่ยวกับการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบ WTI ก็ร่วงลงมาแถว 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือลดลงกว่า 11% ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน
พอน้ำมันลดลง ตลาดก็เริ่มเชื่อว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานจะผ่อนคลาย ส่งผลให้การคาดการณ์เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ถูกปรับลดลง จากเดิมที่เคยคาดว่าจะขึ้น 2 ครั้งในปีนี้ เหลือเพียง 1 ครั้งเท่านั้น
เมื่อความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยลดลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Real Yield (ผลตอบแทนที่แท้จริง) ก็ปรับตัวลดลงตาม ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำลดลง นักลงทุนจึงหันกลับมาถือครองทองคำมากขึ้นนั่นเอง
บทวิเคราะห์ของ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า การปรับขึ้นของทองคำรอบนี้เป็นผลจากการ Re-price มุมมองเรื่องดอกเบี้ยมากกว่าจะเป็นแรงซื้อจากความกลัวแบบในอดีต โดยเชื่อว่าการอ่อนตัวของ Real Yield เป็นแรงหนุนสำคัญของราคาทองคำ แต่ก็เตือนเช่นกันว่า ภาพดังกล่าวยังเปราะบาง เพราะทั้งหมดตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าดีลเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเดินหน้าต่อได้ หากการเจรจาสะดุด ราคาน้ำมันอาจกลับมาพุ่ง เงินเฟ้อกลับมากดดัน และทำให้ตลาดกลับมาคาดว่า Fed จะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นอีกครั้ง
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ อีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญกำลังมาจากฝั่งจีน ข้อมูลล่าสุดพบว่า กองทุน ETF ทองคำของจีนมีเงินไหลเข้าต่อเนื่องถึง 14 วันทำการ ซึ่งถือว่ายาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันของประเทศที่เป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ของโลก ยังมองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ควรถือในระยะยาว
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับ กรุงศรี โกลบอล มาร์เก็ตส์ ที่ประเมินว่า แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเริ่มคลี่คลาย แต่การที่ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับแนวโน้มดอกเบี้ยมากขึ้น ทำให้ทองคำยังได้รับแรงหนุนจาก Bond Yield ที่ลดลง รวมถึงการสะสมทองของธนาคารกลางหลายประเทศ จึงยังคงมุมมองเชิงบวกในระยะกลาง แต่แนะนำให้นักลงทุนติดตามตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงานของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด
ด้าน ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส มองว่า โมเมนตัมของทองคำยังแข็งแกร่งจากแรงซื้อของ ETF และธนาคารกลางทั่วโลก แต่ในเชิงเทคนิค ราคาเริ่มเข้าใกล้แนวต้านสำคัญ จึงมีโอกาสเห็นแรงขายทำกำไรระยะสั้น นักลงทุนควรรอจังหวะอ่อนตัวมากกว่าการไล่ซื้อ
ขณะที่ YLG Bullion ก็ให้มุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้แนวโน้มหลักของทองคำยังเป็นขาขึ้น แต่ตลาดยังมีความผันผวนสูง หากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด หรือเจ้าหน้าที่ Fed ส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ราคาทองคำก็อาจเผชิญแรงกดดันระยะสั้นได้
เมื่อเปรียบเทียบบทวิเคราะห์ของทั้ง 4 สำนัก จะพบว่าทุกฝ่ายยังมองแนวโน้มระยะกลางของทองคำเป็นบวก แต่ก็ไม่มีสำนักไหนแนะนำให้วิ่งตามราคา เพราะปัจจัยบวกส่วนใหญ่ยังอยู่บน "ความคาดหวัง" มากกว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว หากการเจรจาช่องแคบฮอร์มุซสะดุด ราคาน้ำมันกลับมาพุ่ง เงินเฟ้อเร่งตัว หรือ Fed เปลี่ยนท่าที ตลาดก็พร้อมจะกลับทิศได้อย่างรวดเร็ว
คำแนะนำของโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ คือทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว แบ่งไม้ลงทุน และหลีกเลี่ยงการไล่ซื้อในวันที่ตลาดกำลังคึกคัก เพราะในระยะต่อไป สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาอาจไม่ใช่เพียงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่รวมถึงการประชุม Fed ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางของ Real Yield ซึ่งกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาทองคำมากกว่าปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เสียแล้วเจ้าค่ะ