Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม (16-09-2569 อย่าลืม! 18 ก.ย.นี้ FTSE Rebalance)

กลัวแฟนคลับของเจ๊จะลืม วันที่ 18 ก.ย.นี้ FTSE Rebalance มีผลราคาปิด รายชื่อหุ้นเข้า - ออก ดัชนีรอบนี้ ประกอบด้วย
FTSE All World (Large + Mid cap)
หุ้นเข้า: -
หุ้นออก: BTS, LH, SCCC, TU
FTSE Small Cap
หุ้นเข้า: BTS, FTREIT, LH, SCCC, THAI, TU
หุ้นออก: BLAND, SPCG, TPIPP
Micro Cap
หุ้นเข้า : BLAND, EASTW, INSET, KLINIQ, SUC, SPCG, SRICHA, SCAP, SMT,TPIPP
หุ้นออก: BYD, HENG, ILM, ILINK, MONO, NCAP, NOBLE, PCE, RPH, SMPC, SAV, VIH, SFLEX, SYNTEC, TEAMG, TIPCO, III, VIBHA
ช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยถ้ายังไม่มีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาเป็นตัวเร่ง เจ๊จิ๋มมองว่านักลงทุนอาจต้องเปลี่ยนจากการไล่ตามหุ้นที่กำลังวิ่ง มาเป็นการสแกนหาหุ้นที่มีพื้นฐานและมูลค่าที่น่าสนใจ โดยหนึ่งในตัวช่วยที่น่าหยิบมาดูก็คือ PEG Ratio หรืออัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดความถูกหรือแพงของหุ้น มาตรวจสอบ หรือจะพูดง่ายๆ คือ ยิ่ง PEG ต่ำ ก็ยิ่งน่าสนใจในมุมของ “ราคาที่จ่ายเทียบกับการเติบโต” ซึ่งจากการสแกนหุ้นที่มีค่า PEG อยู่ในระดับต่ำ มีหลายตัวที่น่าสนใจ จำนวน 10 ตัวดังนี้
เริ่มจาก AMATA ที่มี P/E อยู่ที่ 7.21 เท่า และ PEG เพียง 0.2 เท่า โดยมีแรงหนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อคือยอดโอนที่ดินว่าจะยังเติบโตได้ต่อเนื่องหรือไม่ เพราะธุรกิจนี้ก็มีลักษณะเป็น Cycle เช่นกัน
ขณะที่ MINT มี P/E 12.84 เท่า และ PEG 0.4 เท่า จุดเด่นอยู่ที่การฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร แต่ก็ยังต้องจับตาภาระหนี้ ดอกเบี้ย และความผันผวนของค่าเงิน ส่วน TIDLOR มี P/E 9.17 เท่า และ PEG 0.45 เท่า ได้แรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อและธุรกิจประกัน แต่ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่ต้นทุนทางการเงินและคุณภาพสินทรัพย์
ด้าน COM7 มี P/E 14.58 เท่า และ PEG 0.7 เท่า เป็นหุ้นค้าปลีกเทคโนโลยีที่ธุรกิจค่อนข้างเข้าใจง่ายและมีโอกาสเติบโตตามการบริโภคสินค้าเทคโนโลยี แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ หากตลาดรับรู้การเติบโตของกำไรไปมากแล้ว ราคาหุ้นก็อาจสะท้อนความคาดหวังไปพอสมควร
ส่วน CRC มี P/E 19.96 เท่า และ PEG 0.8 เท่า ได้แรงหนุนจากการบริโภคในประเทศ แต่เมื่อมองอีกด้าน การเติบโตที่ดีอาจถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นแล้ว ทำให้ Valuation อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหุ้นบางตัวในกลุ่มเดียวกัน
อีกหนึ่งตัวที่ตัวเลข PEG สะดุดตาคือ COCOCO ซึ่งมี P/E สูงถึง 26.85 เท่า แต่ PEG อยู่เพียง 0.14 เท่า ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับกลุ่มที่นำมาสแกนกันครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม เจ๊จิ๋มอยากให้ดูปริมาณขายและการเติบโตของธุรกิจควบคู่กันไป เพราะยังมีความเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบและค่าเงินที่สามารถผันผวนและกระทบกำไรได้
แต่พอพูดถึงหุ้นที่ PEG ต่ำ เจ๊จิ๋มอยากให้แยกอีกกลุ่มออกมาให้ชัด เพราะบางครั้งตัวเลขที่ดูสวยอาจทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Turnaround Illusion” หรือภาพลวงตาจากการคาดหวังว่ากำไรจะฟื้นตัว ทั้งที่ราคาหุ้นอาจวิ่งนำพื้นฐานไปแล้ว
ตัวอย่างชัดๆ คือ HANA ที่มี P/E สูงถึง 73.11 เท่า แม้ PEG จะอยู่ที่ 0.7 เท่า แต่ตัวเลขนี้สะท้อนว่าตลาดกำลังให้ราคาล่วงหน้ากับการฟื้นตัวของธุรกิจไปมากแล้ว ดังนั้นหากกำไรไม่ฟื้นตามที่ตลาดคาด ราคาหุ้นก็มีโอกาสถูกกดดันได้
KCE ก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยมี P/E สูงถึง 83.49 เท่า และ PEG 0.7 เท่า แม้ราคาหุ้นจะได้รับแรงหนุนจากการคาดหวังรอบใหม่ของธุรกิจ แต่เมื่อมูลค่าหุ้นขึ้นมาอยู่ในระดับสูง นักลงทุนก็ต้องระวังว่าราคาที่สะท้อนความคาดหวังไปมากแล้ว จะเหลือ Upside ให้ตามต่อมากน้อยแค่ไหน
ส่วน CCET มี P/E 43.32 เท่า และ PEG 0.8 เท่า โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แต่ตลาดก็มีความคาดหวังต่อหุ้นค่อนข้างสูงเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่ต้องดูไม่ใช่แค่กำไรโตหรือไม่ แต่ต้องดูว่ากำไรที่เกิดขึ้นจริงสามารถวิ่งทันกับราคาหุ้นหรือเปล่า
ปิดท้ายด้วย SAWAD ที่มี P/E เพียง 6.84 เท่า และ PEG 0.7 เท่า ตัวเลขดูไม่แพงเมื่อเทียบกับกำไร แต่ประเด็นที่ต้องจับตายังคงเป็นคุณภาพหนี้ หรือ NPL รวมถึงความเสี่ยงด้านเครดิต เพราะหุ้นไฟแนนซ์แม้จะมี Valuation ที่ดูน่าสนใจ แต่หากคุณภาพสินทรัพย์มีปัญหา ตัวเลขกำไรที่คาดหวังก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน
สำหรับเจ๊ PEG Ratio คือ “เครื่องมือช่วยสแกน” ไม่ใช่ใบรับรองว่าหุ้นตัวนั้นถูกและควรซื้อทันที โดยเฉพาะหุ้นที่มี P/E สูงแต่ PEG ต่ำ นักลงทุนต้องย้อนกลับไปดูด้วยว่าการเติบโตของกำไรนั้นเกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงความคาดหวังของตลาด เพราะสุดท้ายแล้ว หุ้นที่น่าสนใจไม่ใช่แค่หุ้นที่มี PEG ต่ำที่สุด แต่ต้องเป็นหุ้นที่ “ราคายังไม่แพงเกินไปเมื่อเทียบกับกำไรที่มีโอกาสเติบโตจริง” แบบนี้ต่างหากที่เจ๊จิ๋มมองว่าน่าจับตาในช่วงที่ตลาดยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆ มาขับเคลื่อนอย่างชัดเจนเจ้าค่ะ
เรื่องสุดท้ายของวันนี้ (16 กันยายน) “บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด มหาชน” หรือ BYD จะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บล.บีวายดีเอช จำกัด (มหาชน)
หลังจากนั้น บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอรด์ จะเปลี่ยนเปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน)” หรือ Beyond
ในช่วงเวลาจากนี้ไป ทางบริษัทหลักทรัพย์ BYDH จะทำการส่งจดหมาย ไปยังลูกค้าเพื่อ “ขอความยินยอมให้ย้าย บัญชีและพอร์ตการลงทุน ไปยังบริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ (Beyond) แห่งใหม่”
และเมื่อถึงวันที่ 26 ตุลาคม พนักงานบริษัทหลักทรัพย์ BYDH หรือ BYD เดิม พร้อมทั้งพอร์ตการลงทุนและบัญชีของลูกค้าทุกบัญชีจะถูกย้ายไปยัง บริษัทหลักทรัพย์ Beyond แห่งใหม่
การควบรวมในครั้งนี้ จะทำให้
1) ส่วนแบ่งทางการตลาด SET ขึ้นไปติด Top 5 และ คาดว่าจะแตะ Top 3 ภายในปี 2570
2) ด้วยศักยภาพของลูกค้า Kingfords เดิม ประมาณ 50,000 บัญชี จะช่วยส่งเสริมให้สินทรัพย์ภายใต้การดูแลและภายใต้การแนะนำของบริษัทหลักทรัพย์ Beyond แตะระดับ 100,000 ล้านบาทได้ภายในปี 2570
สำหรับรายละเอียด ของการควบรวมในครั้งนี้โปรดติดตามได้จาก
“NEW BEYOND READY TO FLY TO NO. (3)”
https://opportunity-day.setgroup.or.th/vdo/10779