Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 14-09-2569 (หากมี “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟสสอง CPAXT, BJC และ CPALL เด่นที่สุด)


14 กันยายน 2569

หากมี “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟสสอง_Gossip.jpg

ช่วงนี้มีอยู่ 2 เรื่องที่ดูเหมือนจะสวนทางกันอย่างชัดเจน เรื่องแรกคือสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ จนทำให้ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นมายืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และแน่นอนว่าเมื่อน้ำมันแพงขึ้น ต้นทุนการเดินทาง ต้นทุนขนส่ง รวมถึงค่าครองชีพของประชาชนก็มีโอกาสขยับตามไปด้วย

ส่วนอีกเรื่องที่เจ๊จิ๋มมองว่ากำลังถูกจับตาไม่แพ้กัน คือโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ของรัฐบาลอนุทิน ซึ่งกำลังจะครบกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569

เจ๊จิ๋มมองว่า เมื่อสองเรื่องนี้มาเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน แนวคิดเรื่องการต่ออายุ “ไทยช่วยไทย พลัส” ก็ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น เพราะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกยังมีความผันผวน การมีมาตรการช่วยเหลือกำลังซื้อประชาชน ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ภาครัฐสามารถใช้ประคองเศรษฐกิจและลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพได้

ล่าสุดมีข่าวว่ากระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาขยายโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” หรือมาตรการร่วมจ่าย 60/40 ออกไปอีกประมาณ 1–2 เดือน จากเดิมที่จะสิ้นสุดในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ ขณะเดียวกัน หากมีการต่ออายุจริง ก็อาจไม่ได้ใช้เงื่อนไขเดิมทั้งหมด เพราะมีแนวคิดที่จะปรับสูตรการร่วมจ่ายให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้น โดยอาจพิจารณาปรับจาก 60/40 มาเป็น 50/50 หรือรูปแบบ “คนละครึ่ง” ซึ่งเรื่องนี้คงต้องรอดูรายละเอียดและข้อสรุปจากภาครัฐกันอีกครั้ง

หากมองเรื่องนี้ในมุมตลาดหุ้น ก็มีหุ้นที่น่าจับตาอยู่ไม่น้อย เพราะเม็ดเงินจากมาตรการไม่ได้หายไปไหน แต่มีโอกาสไหลเข้าสู่ร้านค้ารายย่อยและผู้บริโภคโดยตรง ดังนั้นกลุ่มแรกที่น่าจะรับอานิสงส์จึงหนีไม่พ้น “ค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค”

ตัวแรกที่เจ๊จิ๋มมองว่าเด่นสุด คือ CPAXT แม้ไม่ได้มีโอกาสรับประโยชน์จากผู้บริโภคโดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีช่องทางรับประโยชน์จากร้านโชห่วยและร้านค้ารายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งต้องซื้อสินค้าเข้าสต็อกจาก Makro

ตรงนี้ถือเป็นจุดแข็งที่แตกต่างจากค้าปลีกบางราย เพราะเมื่อร้านค้ารายย่อยมีเงินหมุนจากมาตรการมากขึ้น ก็มีโอกาสนำเงินกลับไปซื้อสินค้าเพื่อเติมสต็อก ส่งผลให้ CPAXT ได้แรงหนุนทั้งจากการบริโภคและยอดขายส่ง

ก่อนหน้านี้ บล.กรุงศรี เคยมอง CPAXT เป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการ พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 19 บาท ขณะที่มุมมองจากนักวิเคราะห์ที่ติดตามธีมนี้ยังชี้ว่า CPAXT และ BJC มีความเกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายผ่านร้านค้า Traditional Trade ค่อนข้างมาก

ถัดมาคือ BJC หรือ เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ที่เจ๊จิ๋มมองว่าเป็นอีกตัวที่น่าสนใจ เพราะมีทั้งธุรกิจค้าปลีก Big C และธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคอยู่ในมือ ดังนั้นหากกำลังซื้อของประชาชนระดับฐานรากดีขึ้น ก็มีโอกาสเห็นผลบวกต่อยอดขายตามมา

อีกตัวที่ขาดไม่ได้คือ CPALL เพราะด้วยเครือข่าย 7-Eleven ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทำให้มีโอกาสรับประโยชน์จากการบริโภคที่เพิ่มขึ้นโดยตรง จุดเด่นของ CPALL อยู่ที่จำนวนสาขาและความถี่ในการซื้อสินค้า เพราะเมื่อมีเงินเข้ากระเป๋าประชาชนเพิ่มขึ้น เงินก็มีโอกาสถูกนำไปใช้จ่ายกับสินค้าในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง

ด้าน บล.โกลเบล็ก ก็เคยคัด CPALL และ CPAXT เป็นหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการภาครัฐและการกระตุ้นกำลังซื้อ ซึ่งสะท้อนว่าธีมค้าปลีกยังเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ตลาดมองว่าจะได้ประโยชน์จากมาตรการลักษณะนี้

ส่วนกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคอย่าง CBG และ OSP ก็มีโอกาสรับประโยชน์ในลักษณะ “รอบสอง” เพราะไม่ได้รับเงินจากมาตรการโดยตรง แต่เมื่อร้านค้ารายย่อยมีเงินหมุนมากขึ้น และผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น สินค้าในชีวิตประจำวันก็มีโอกาสขายดีขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้น หากรัฐบาลตัดสินใจต่ออายุ “ไทยช่วยไทย พลัส” ออกไปอีก 1–2 เดือนจริง ผลบวกที่เห็นได้ชัดที่สุดน่าจะอยู่ที่หุ้นค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะบริษัทที่มีเครือข่ายร้านค้าขนาดใหญ่และสามารถรับประโยชน์จากทั้งการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการหมุนเวียนของเงินในร้านค้ารายย่อย