Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 22-09-2569 (ลุย! หุ้นแบงก์ อานิสงส์ Fitch ปรับเพิ่ม Outlook ไทยเป็น Stable)


22 กันยายน 2569

ลุย!หุ้นแบงก์_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ)_0.jpg

Fitch Ratings ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับเชิงลบ (Negative Outlook) เพิ่มขึ้นเป็นระดับ มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch, Moody’s และ S&P Global Ratings มีมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ทั้งหมด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศที่เพิ่มขึ้น และการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด 

Fitch ได้มีมุมมองสำคัญ 4 เรื่องคือ 

1.เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง 

2.ศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และรับแรงกดดันจากวิกฤตราคาพลังงานโลกได้ดีกว่าที่คาดการณ์ 

3.สัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ 59.3% ในปีงบประ มาณ 2026 และคาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่า 63% ภายในปีงบประมาณ 2027 ซึ่งปรับดีขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนที่ระดับ 65% 

4.ประเทศไทย ยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่ความแข็งแกร่ง โดยคาดการณ์ดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุล 1.5% ของ GDP ในปี 2027 หลังจากการขาดดุลชั่วคราว 0.5%ของ GDP ในปี 2026 จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และการนำเข้าสินค้าทุนสำหรับการก่อสร้าง Data Center 

กูรูในวงการต่างมองว่าเรื่องนี้เป็น sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มธนาคาร หลังจากที่ Fitch มีการปรับ Outlook ของประเทศไทยขึ้นเป็น Stable เนื่องจากโดยปกติหาก Fitch มีการปรับ Outlook ของประเทศขึ้นจะส่งผลให้กลุ่มธนาคารจะได้ปรับ Outlook เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยอ้างอิงจากเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ Fitch ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยเป็น "แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ"(BBB+/Negative) จากเดิม "แนวโน้มมีเสถียรภาพ" เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 25 และหลังจากนั้นไม่นาน Fitch ประกาศคงอันดับเครดิตของธนาคารไทย แต่ประกาศปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสำหรับ 5 ธนาคาร เป็น "แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ" จากเดิม "แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ" ดังนี้ EXIM, KTB, TTB,ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) (SCBT) และธนาคารยูโอบี (ไทย) จำกัด (มหาชน) (UOBT) 

อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นช่วงวันที่ปลายเดือนก.ย. ที่ผ่านมาของกลุ่มธนาคารมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยราว -1-2% ซึ่งรอบนี้ที่ Fitch ปรับ Outlook เพิ่มขึ้นเป็นระดับ “มีเสถียรภาพ” ( Stable) เพื่อให้สอดคล้องกับ Moody’s Ratings และ S&P Global Ratings ที่เพิ่มปรับเมื่อต้นปี 2026 ที่ผ่านมา 

กูรูคาดว่า KTB และ TTB มีโอกาสได้ปรับ Outlook เพิ่มขึ้นในรอบนี้ ซึ่งจะเป็น sentiment ต่อราคาหุ้นที่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้

ส่วนมุมมองด้านการลงทุนในหุ้นกลุ่มแบงก์คำแนะนำคือ จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลงได้จบรอบไปแล้ว ประกอบกับมีอัตราเงินปันผลเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ราว 6% สูงกว่าอัตราปันผลเฉลี่ยของตลาดหุ้นที่3% รวมถึง valuation ยังไม่แพง โดยซื้อขายที่ระดับเพียง 0.98x PBV (-

0.25SD below 10-yr average PBV) เลือกหุ้ร KTB,KBANK,KTB, TTB จะได้รับ sentiment บวกจากประเด็นข่าวนี้มากๆ

นอกจากหุ้นแบงก์แล้ว เจ๊จิ๋มขอชวนมาดู “หุ้นท่องเที่ยว” กันบ้าง เพราะเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่โครงการ “ไทยเที่ยวไทย” ที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์เท่านั้น แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติก็เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวให้เห็น แม้ภาพรวมจะยังไม่ได้กลับมาเติบโตเต็มที่ก็ตาม

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.–19 ก.ย. ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 22.18 ล้านคน ลดลง 3.67% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วกว่า 1.08 ล้านล้านบาท ขณะที่เฉพาะสัปดาห์วันที่ 13–19 ก.ย. มีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ 464,200 คน เพิ่มขึ้น 5.72% จากสัปดาห์ก่อน สะท้อนว่าภาพการเดินทางเริ่มกระเตื้องขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ชะลอตัวลงต่อเนื่อง

ตัวเลขที่น่าสนใจไม่ได้อยู่แค่จำนวนรวม แต่ต้องดูด้วยว่า “ใครกำลังกลับมา” เพราะแม้ภาพรวมยังลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่แรงกดดันหลักมาจากนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ขณะที่ตลาดจีนลดลงเพียงเล็กน้อย สอดคล้องกับมุมมองของ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ที่ก่อนหน้านี้มองว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวในช่วงต้นเดือน ก.ย. ชะลอตัว แต่ยังคงมุมมองว่าการท่องเที่ยวมีโอกาสฟื้นตัวในไตรมาส 4 ปีนี้ซึ่งเป็นช่วง High Season โดยมีหุ้นเด่นอย่าง ERW, CENTEL และ AOT

หากแบ่งหุ้นตามลักษณะของลูกค้า กลุ่มที่น่าสนใจในรอบนี้จึงอาจไม่ได้มีแค่หุ้นโรงแรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสายการบินและโรงพยาบาลที่ได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย โดยเฉพาะ THAI, AAV และ BA ที่มีฐานผู้โดยสารต่างประเทศ รวมถึง BH และ BDMS ที่มีสัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติ

จุดที่เจ๊จิ๋มว่าน่าจับตาที่สุดคือ “Golden Week” ของจีน ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญของหุ้นที่อิงนักท่องเที่ยวจีน เพราะหากนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเดินทางเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล หุ้นโรงแรมที่มีฐานลูกค้าจีนอย่าง ERW และ AWC ก็มีโอกาสได้รับประโยชน์ตามไปด้วย

ล่าสุด ททท. คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยราว 250,000 คนในช่วงวันหยุดยาวระหว่างวันที่ 25 ก.ย.–7 ต.ค. และคาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 11,500 ล้านบาท โดยที่ยอดจองเดือน ต.ค. เพิ่มขึ้น 16% และยอดค้นหาเที่ยวบินจากจีนเพิ่มขึ้น 24%

ถึงแม้จำนวนนักท่องเที่ยวอาจยังไม่กลับมาเต็มร้อย แต่สัญญาณเริ่มดีขึ้น และสำหรับตลาดหุ้น บางครั้งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวเลขในวันนี้ ก็คือการมองให้ออกว่าแนวโน้มในอีก 1–2 เดือนข้างหน้ากำลังเดินไปทางไหน ซึ่งเจ๊จิ๋มมองว่าเรื่องนี้น่าติดตามไม่น้อยเลยทีเดียวเจ้าค่ะ