Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 5-11-2569 ครม. แจกหวานหุ้นไทย!


05 พฤศจิกายน 2569

ครม. แจกหวานหุ้นไทย!_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ)_0.jpg

อุ๊ยต๊ายยย! ตลาดหุ้นไทยที่กำลังเหงาหงอย จู่ๆ ก็มีเรื่องให้หัวใจกระชุ่มกระชวยอีกแล้วเจ้าค่ะ! หลัง ครม. มีมติออกมาหลายเรื่อง ทั้งขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ปรับสิทธิประกันสังคม ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า และประเด็นหลักเกณฑ์ลงทุน Data Center ที่ยังไม่ชัดเจน งานนี้หุ้นไทยบางกลุ่มมีสิทธิ์ยิ้มหวาน แต่บางกลุ่มอาจต้องนั่งทำหน้าบึ้ง เพราะ นโยบายเดียวกันไม่ได้แจกความสุขให้ทุกบริษัทเท่ากัน!

เริ่มจากเรื่องแซ่บที่สุดอย่างการปรับภาษีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ทั้ง BEV จาก 10% เป็น 35% และ REEV จาก 15% เป็น 35% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570 เพื่อจูงใจให้ค่ายรถหันมาตั้งฐานผลิตในประเทศไทยมากขึ้น

โอ๊ยยย! แบบนี้ใครจะยิ้มก่อนล่ะคะคุณขา? ก็ต้องเหลียวไปมองสองบิ๊กแห่งวงการนิคมอุตสาหกรรมอย่าง WHA และ AMATA ที่มีโอกาสรับอานิสงส์จากความต้องการซื้อที่ดินสร้างโรงงาน EV แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนยานยนต์ ..เรียกว่า รถไฟฟ้าจะมาผลิตเมืองไทยเมื่อไหร่ เจ้าของนิคมก็เตรียมแต่งหน้ารอลูกค้ากันได้เลย

แต่เดี๋ยวก่อนนะ! การขึ้นภาษีนำเข้าไม่ได้แปลว่าค่ายรถจะรีบหอบเงินมาซื้อที่ดินทันที ต้องดูว่ามีการลงทุนจริง เซ็นสัญญาจริง และสร้างโรงงานจริงหรือเปล่า ไม่ใช่มีแค่ข่าวดีให้หุ้นวิ่งเล่น

ส่วนหุ้นชิ้นส่วนยานยนต์อย่าง AH-SAT-STANLY ก็มีลุ้นได้คำสั่งซื้อเพิ่ม หากผู้ผลิต EV หันมาใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น แต่เจ๊ขอเตือนว่า ค่ายรถย้ายมาไทย ไม่ได้แปลว่าจะจ้างโรงงานไทยทุกเจ้านะ  เพราะบางรายอาจหอบซัพพลายเออร์จากต่างประเทศตามมาด้วย งานนี้ต้องดูว่าใครมีเทคโนโลยีและสายการผลิตรองรับ EV ได้จริง

ขยับมาที่เรื่องประกันสังคมกันบ้าง หลังมีแนวทางขยายอายุผู้ประกันตนถึง 65 ปี ทำเอาหุ้นโรงพยาบาลมีเรื่องให้ตลาดจับตา เพราะหากฐานผู้ประกันตนเพิ่ม ก็อาจหมายถึงโอกาสรายได้ที่มากขึ้น

อุ๊ย! คนไข้เพิ่ม รายได้เพิ่ม ฟังดูสวยงามใช่ไหมล่ะ? แต่เจ๊ขอบอกว่า คนไข้มากขึ้น ไม่ได้แปลว่ากำไรจะมากขึ้นตามเสมอไป! เพราะผู้ประกันตนที่มีอายุมากขึ้นอาจมีค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลสูงขึ้นด้วย หากค่าตอบแทนต่อหัวไม่สอดคล้องกับต้นทุน โรงพยาบาลก็อาจเหนื่อยฟรี! ดังนั้นหุ้นโรงพยาบาลจะสวยจริงหรือสวยด้วยข่าว ต้องดูทั้งอัตราจ่ายค่ารักษา เงื่อนไขเบิกจ่าย และต้นทุนการรักษาให้ครบก่อนเจ้าค่ะ

ทีนี้มาถึงเรื่องถูกใจมนุษย์เงินเดือนอย่างมาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17–45 บาท ที่หวังช่วยลดภาระค่าเดินทางและเพิ่มเงินเหลือในกระเป๋าประชาชน งานนี้ BEM ถูกจับตามองทันที เพราะหากค่าโดยสารถูกลงแล้วคนใช้บริการมากขึ้น ก็อาจเป็นผลดีต่อปริมาณผู้โดยสาร แต่ต้องดูด้วยว่ารัฐจะชดเชยรายได้อย่างไร จ่ายจริงเมื่อไหร่ และเงื่อนไขสัญญาเป็นแบบไหน..อย่าเพิ่งเห็นคนขึ้นรถไฟฟ้าแน่น แล้วคิดว่ากำไรบริษัทจะพุ่งตามนะ

ส่วน AP และหุ้นอสังหาริมทรัพย์ตามแนวรถไฟฟ้าก็อาจได้อานิสงส์ทางอ้อม เพราะค่าเดินทางถูกลงทำให้โครงการที่อยู่อาศัยน่าสนใจขึ้น ขณะที่ CPALL และหุ้นค้าปลีกก็มีโอกาสรับผลดีจากเงินในกระเป๋าผู้บริโภคที่เหลือมากขึ้น

แต่เรื่องนี้เจ๊ขอเบรกความฝันไว้หน่อย เพราะค่าโดยสารถูกลงไม่ได้ทำให้คนกู้ซื้อบ้านผ่านทันที และไม่ได้แปลว่ายอดขายร้านสะดวกซื้อจะพุ่งกระฉูดในวันรุ่งขึ้น! ลดค่ารถช่วยลดรายจ่าย แต่จะเพิ่มกำไรบริษัทได้แค่ไหน ต้องรอดูของจริงจ๊าาาา

ส่วนอีกประเด็นที่ทำเอาหุ้นธีมเทคโนโลยีแอบหน้าตึง ก็คือความไม่ชัดเจนของหลักเกณฑ์ลงทุน Data Center งานนี้หุ้นที่เคยถูกคาดหวังว่าจะรับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนมหาศาล ทั้ง WHA-AMATA-GULF-GPSC อาจถูกตลาดตั้งคำถามกันอีกครั้ง เพราะถ้าหลักเกณฑ์ยังไม่ชัด นักลงทุนก็อาจกังวลว่าโครงการจะล่าช้า ต้นทุนไฟฟ้าจะเปลี่ยน หรือสิทธิประโยชน์การลงทุนจะเป็นอย่างไร

แต่เจ๊ขอย้ำว่า “เลื่อนพิจารณาไม่ได้แปลว่ายกเลิกลงทุน” ถ้าโครงการยังเดินหน้าตามแผน ความกังวลระยะสั้นก็อาจคลี่คลายได้

ที่น่าสนใจคือ WHA และ AMATA กลายเป็นหุ้นที่มีทั้งข่าวดีจาก EV และเรื่องให้ลุ้นจาก Data Center ในเวลาเดียวกัน! โอ๊ยยย! ข้างหนึ่งมีหนุ่ม EV มาจีบ อีกข้างต้องรอหนุ่ม Data Center ตัดสินใจ...ชีวิตหุ้นนิคมฯ ช่างมีสีสันจริงๆ

แล้วหุ้นตัวไหนน่าจับตาเป็นพิเศษ? เจ๊มองว่า WHA-AMATA เชื่อมโยงกับโอกาสลงทุนโรงงานใหม่ค่อนข้างชัด ส่วน BEM มีประเด็นค่าโดยสารที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง ขณะที่ AH ต้องลุ้นคำสั่งซื้อชิ้นส่วน EV และ BCH ต้องดูว่าฐานผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้นจะเปลี่ยนเป็นกำไรได้จริงหรือไม่

สำหรับ AP ก็มีโอกาสได้ประโยชน์ทางอ้อมจากความน่าสนใจของที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้า แต่ยังต้องผ่านด่านกำลังซื้อและสินเชื่อบ้านให้ได้เสียก่อน

ทั้งหมดนี้อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์โยกเงินจากหุ้นกลุ่มหนึ่งไปหาหุ้นที่ตลาดคาดว่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ..แต่เจ๊ขอเตือนเสียงดังๆ ว่า หุ้นวิ่งเพราะมติ ครม. ไม่ได้แปลว่ากำไรจะวิ่งตามทันที โดยเฉพาะโรงงาน EV และ Data Center ที่ต้องใช้เวลาซื้อที่ดิน ก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร และเริ่มดำเนินงาน กว่าเงินลงทุนจะกลายเป็นรายได้จริง อาจต้องรอกันอีกหลายไตรมาส

ส่วนมาตรการรถไฟฟ้าและประกันสังคมก็ต้องติดตามงบประมาณ กฎหมาย และเงื่อนไขการดำเนินการให้ชัด เพราะข่าวดีที่ยังไม่มีรายละเอียดครบ อาจสร้างความหวังให้ราคาหุ้นได้ก่อน แต่ยังไม่ใช่กำไรที่จับต้องได้

เจ๊จิ๋มจึงมองว่า มติ ครม. รอบนี้อาจช่วยปลุกความคึกคักให้หุ้นไทยบางกลุ่ม โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรม แต่ยังไม่น่าจะเป็นแรงผลักดันให้ SET พุ่งทั้งกระดานได้ เพราะสุดท้ายต้องดูว่าเม็ดเงินลงทุนใหม่จะเข้ามาจริงเท่าไหร่ ยอดขายที่ดินเพิ่มแค่ไหน คำสั่งซื้อชิ้นส่วน EV จะเกิดขึ้นหรือไม่ และจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นจะทำให้กำไรบริษัทเติบโตได้จริงเพียงใด

จำไว้นะคะคุณขา...รัฐช่วยดันหุ้นให้เด้งได้ด้วยข่าว แต่จะดันให้ยืนได้ยาว ต้องมีรายได้และกำไรจริงมารองรับ ไม่อย่างนั้นจากหุ้นลูกรัก ครม. อาจกลายเป็นหุ้นลูกร่วงของเม่าได้เหมือนกันเจ้าค่ะ