Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 17-09-2569 (เมื่อมีการแทรกแซงราคาขายปลีกน้ำมัน หุ้นโรงกลั่น...ตัวไหนกระทบมากที่สุด!)


17 กันยายน 2569

เมื่อมีการแทรกแซงราคาขายปลีกน้ำมัน.jpg

ตลาดหุ้นไทยช่วงนี้บรรยากาศไม่ค่อยเป็นใจเท่าไร โดยวันพุธที่ 16 ก.ย. 2569 ดัชนีปรับตัวลงไปถึง 15.93 จุด ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 1,562.73 จุด โดยกลุ่มหุ้นที่กดดันตลาดอย่างชัดเจนคือหุ้นโรงกลั่นน้ำมัน ทั้ง TOP, SPRC, BCP, IRPC และ PTTGC เพราะทุกรายราคาหุ้นร่วงหนักไม่ต่างกัน หลังมีข่าวว่าภาครัฐอาจมีมาตรการเข้ามาช่วยกดดันราคาขายปลีกน้ำมัน ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลทันทีว่าเรื่องนี้อาจกระทบต่อค่าการกลั่นและกำไรของโรงกลั่นโดยตรง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

เมื่อวันก่อน “ราชกิจจานุเบกษา" ประกาศปรับลดราคา ณ โรงกลั่น ส าหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ลดลง 4 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. – 31 ต.ค.2569  แน่นอนว่าจะส่งผลลบระยะสั้นต่อกลุ่มโรงกลั่น เป็น downside ต่อกำไรและ ราคาเป้าหมายของหุ้นในกลุ่มราว -3-4%  แต่ไม่ได้เปลี่ยนทิศทางกำไรที่สูงกว่าปกติในปีนี้ และ ในระยะยาว ค่าการกลั่นอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี จาก supply ที่ตึงตัว 

ว่ากันตามตรง...เจ๊จิ๋มไม่ได้สนใจแค่ว่า “หุ้นโรงกลั่นลง” แต่เมื่อมีมาตรการเข้ามากดดันราคาหน้าโรงกลั่นจริง ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแต่ละบริษัทก็ย่อมไม่เท่ากัน เพราะโรงกลั่นแต่ละแห่งมีโครงสร้างธุรกิจแตกต่างกัน

ดังนั้น เราจึงต้องมาดูกันว่าใน 5 หุ้นโรงกลั่นที่ถูกจับตามอง ใครมีโอกาสรับแรงกระแทกมากหรือน้อยกว่ากัน

เริ่มจากกลุ่มที่ถูกมองว่ามีโอกาสได้รับผลกระทบค่อนข้างมากอย่าง SPRC และ IRPC

สำหรับ SPRC จุดที่ต้องจับตาคือโครงสร้างธุรกิจที่ค่อนข้างเป็น Pure-Play Refinery เพราะเน้นธุรกิจโรงกลั่นเป็นหลัก และไม่มีธุรกิจอื่นขนาดใหญ่เข้ามาช่วยกระจายความเสี่ยงมากนัก หากภาครัฐมีมาตรการเข้ามากดดันราคาหน้าโรงกลั่นหรือค่าการกลั่นโดยตรง ผลกระทบจึงมีโอกาสสะท้อนเข้าสู่กำไรของ SPRC ได้ค่อนข้างตรง

พูดง่ายๆ คือ ถ้าธุรกิจโรงกลั่นโดนเต็มๆ SPRC ก็มีโอกาสรับแรงกระแทกเต็มๆ เช่นกัน และนี่จึงเป็นเหตุผลที่เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับนโยบายควบคุมราคาน้ำมัน หุ้นโรงกลั่นที่มีโครงสร้างแบบ Pure-Play มักถูกตลาดจับตามองเป็นพิเศษ

ส่วน IRPC แม้จะไม่ได้มีแค่ธุรกิจโรงกลั่น เพราะมีธุรกิจปิโตรเคมีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่สัดส่วนการผลิตน้ำมันดีเซลที่ค่อนข้างสูง ทำให้หากมาตรการของรัฐเน้นไปที่การลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น ผลกระทบต่อ IRPC ก็อาจค่อนข้างชัดเจน โดย Downside ต่อกำไรสุทธิของ IRPC อาจอยู่ราว 8–10% เพราะในช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจปิโตรเคมีของบริษัทเองก็ยังไม่ได้แข็งแรงมากพอที่จะเข้ามาชดเชยกำไรจากธุรกิจการกลั่นที่หายไปได้ทั้งหมด

ขยับมาที่กลุ่มที่ถูกมองว่ากระทบในระดับปานกลางอย่าง BCP และ TOP กันบ้าง

แน่นอนว่า BCP ย่อมได้รับผลกระทบหากรัฐเข้ามากดดันค่าการกลั่น เพราะมีธุรกิจโรงกลั่นเป็นหนึ่งในธุรกิจหลัก แต่จุดที่แตกต่างคือ บางจากไม่ได้มีแค่โรงกลั่น เพราะยังมีธุรกิจค้าปลีกน้ำมันผ่านสถานีบริการ รวมถึงธุรกิจพลังงานสะอาดผ่าน BCPG และการเข้าซื้อ BSRC ซึ่งช่วยเพิ่ม Synergy ให้กับกลุ่มธุรกิจ

ดังนั้น แม้ฝั่งโรงกลั่นจะเจอแรงกดดัน แต่โครงสร้างธุรกิจที่มีหลายส่วนก็ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากมาตรการของรัฐกระทบค่าการกลั่นโดยตรง ผลลบต่อธุรกิจโรงกลั่นก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

ส่วน TOP แม้จะเป็นหุ้นที่มีความสัมพันธ์กับค่าการกลั่นค่อนข้างมาก แต่โครงสร้างของโรงกลั่นที่มีความซับซ้อนและมีความยืดหยุ่นสูง รวมถึงมีธุรกิจอะโรเมติกส์และสารหล่อลื่นเข้ามาช่วยเสริม ทำให้ผลกระทบต่อกำไรอาจไม่ได้รุนแรงเท่ากับโรงกลั่นที่เป็น Pure-Play โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า Downside ต่อกำไรของ TOP ในกรณีที่มีมาตรการกดดันราคาหน้าโรงกลั่นอาจอยู่ราว 4–5% ซึ่งถือว่าค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับบางบริษัท จึงทำให้ TOP ถูกมองว่ามีความทนทานมากกว่าในกลุ่มโรงกลั่น

มาถึงตัวสุดท้ายอย่าง PTTGC ซึ่งมีโครงสร้างธุรกิจแตกต่างจากเพื่อนในกลุ่มค่อนข้างชัด เพราะธุรกิจหลักของ PTTGC อยู่ที่ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ โดยมีธุรกิจโรงกลั่นเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตเพื่อรองรับวัตถุดิบ ส่งผลให้ผลประกอบการของ PTTGC ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาขายปลีกน้ำมันหรือค่าการกลั่นในประเทศโดยตรงเหมือนหุ้นโรงกลั่นบางตัว

นอกจากนี้ PTTGC ยังมีปัจจัยเรื่อง Spread ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในตลาดโลกเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ทำให้หากภาครัฐเข้ามาแทรกแซงราคาน้ำมันดีเซลหรือเบนซิน ผลกระทบต่อกำไรสุทธิของ PTTGC เมื่อเทียบกับอีก 4 บริษัทจึงมีแนวโน้มจำกัดมากกว่า

อย่างไรก็ตาม...เจ๊จิ๋มมองว่า เรื่องนี้ยังต้องแยกให้ออกระหว่าง “ผลกระทบต่อกำไร” กับ “ผลกระทบทางจิตวิทยา” เพราะบางครั้งตลาดหุ้นไม่ได้รอให้มาตรการออกมาเป็นทางการ แต่เพียงแค่มีข่าวหรือมีสัญญาณว่ารัฐกำลังพิจารณาเข้ามาดูแลราคาน้ำมัน นักลงทุนก็สามารถปรับลดความคาดหวังต่อกำไรของหุ้นโรงกลั่นได้แล้ว

ดังนั้น หากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน มองว่าหุ้นที่มีรายได้พึ่งพาธุรกิจโรงกลั่นโดยตรงอย่าง SPRC จะถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ ขณะที่ IRPC ต้องระวังเรื่องสัดส่วนดีเซล ส่วน BCP และ TOP มีธุรกิจอื่นช่วยกระจายความเสี่ยงได้บางส่วน และ PTTGC มีฐานรายได้จากปิโตรเคมีเป็นหลัก