Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 21-09-2569 (ทิศทางหุ้นสัปดาห์นี้ รอดูผลกระทบจาก 3 ปัจจัยใหญ่)


21 กันยายน 2569

Gossip Station ทิศทางหุ้นสัปดาห์นี้ 1-1_0.jpg

ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์วันที่ 21–25 ก.ย. 2569 ดูแล้วน่าจะยังอยู่ในโหมด “แกว่งสร้างฐาน” มากกว่าจะเดินหน้าขึ้นแบบเต็มตัว เพราะแม้จะมีจังหวะให้ลุ้นรีบาวด์เป็นระยะ แต่ปัจจัยกดดันทั้งจากดอกเบี้ยสหรัฐฯ ราคาน้ำมัน และสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่จำกัดการขยับขึ้นของตลาด

ศุกร์ที่ผ่านมา SET INDEX ปิดวันที่ 18 ก.ย. 2569 ที่ระดับ 1,584.15 จุด โดยตลอดสัปดาห์ดัชนีลดลง 20.43 จุด หรือ 1.27% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่กรอบการเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับสูงสุดประมาณ 1,605 จุดในช่วงต้นสัปดาห์ และจุดต่ำสุด 1,578.66 จุดในช่วงกลางสัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังมีความผันผวนและยังไม่สามารถหาทิศทางขาขึ้นที่ชัดเจนได้

เจ๊จิ๋มได้รวบรวมมุมมองจากกูรูหุ้น สัปดาห์นี้ได้วางกรอบ SET มีแนวรับที่ 1,560 และ 1,545 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,595 และ 1,610 จุด ภาพจึงยังออกไปทาง Sideways มากกว่าการเข้าสู่ขาขึ้นรอบใหม่อย่างชัดเจน  ขณะเดียวกันมีโอกาสผ่านช่วงพักฐานและกลับมารีบาวด์ได้จากบริเวณ 1,580 จุด แต่ก็ยังต้องระวังแรงขายทำกำไร รวมถึงผลกระทบจากการปรับน้ำหนักดัชนีในช่วงต้นสัปดาห์

แนวโน้มในสัปดาห์นี้มีปัจจัยแรกที่ต้องจับตายังคงเป็นเรื่อง Fed หลังปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75–4.00% และยังเปิดช่องสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปี ทำให้ Bond Yield และทิศทางเงินดอลลาร์ยังเป็นตัวแปรที่ตลาดต้องติดตาม โดยเฉพาะถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ Fed ซึ่งอาจส่งสัญญาณต่อทิศทางดอกเบี้ยในระยะต่อไป

อีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้คือราคาน้ำมันและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เพราะหากความขัดแย้งยังยืดเยื้อ ราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่งก็มีโอกาสอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันทั้งต่อต้นทุนของภาคธุรกิจและเงินเฟ้อ

ส่วนอีกปัจจัยคือ FTSE Rebalance ซึ่งจะมีผลซื้อขายจริงในวันที่ 21 ก.ย. โดยมีการปรับน้ำหนักหุ้นหลายตัว ทำให้ในช่วงต้นสัปดาห์อาจมีแรงซื้อแรงขายเฉพาะตัวเข้ามาค่อนข้างมาก นักลงทุนที่ถือหุ้นขนาดใหญ่จึงต้องระวังความผันผวนจากการปรับพอร์ตในครั้งนี้ด้วย

ดังนั้นเมื่อภาพตลาดยังไม่มีทิศทางชัดเจน การเลือกหุ้นเป็นรายตัวจึงน่าจะสำคัญกว่าการมองเพียงว่าดัชนีจะขึ้นหรือลง เพราะแต่ละกลุ่มได้รับผลกระทบจากปัจจัยเดียวกันไม่เท่ากัน

สำหรับกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น หุ้นที่ถูกจับตา ได้แก่ PTTEP, TOP, SPRC และ IRPC ด้วยราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ก็ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนหุ้นเดินเรืออย่าง PSL และ TTA ก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ เนื่องจากมีปัจจัยเฉพาะตัวเข้ามาช่วยลดการพึ่งพาทิศทางตลาดโดยรวม

ขณะที่หุ้นปันผลและหุ้นขนาดใหญ่ก็ยังมีความน่าสนใจในมุมของกระแสเงินทุน โดยหุ้นอย่าง SCB, KTB, KBANK และ TISCO เป็นกลุ่มที่มีจุดเด่นด้าน Dividend Yield และสภาพคล่องสูง จึงยังเป็นอีกกลุ่มที่นักลงทุนให้ความสนใจในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวนและต้องการหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ