เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


THE DARK NEWS

  • 2019-03-12 11:39:35
  • 2851

ระวัง! "เงินร้อน" ดันบาทแข็ง

ระวัง! "เงินร้อน" ดันบาทแข็งถล่มเศรษฐกิจ

By…Victor

 

น่าจะเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงของ "แบงก์ชาติ" ที่ประกาศขึ้นดอกเบี้ยเมื่อ วันพุธที่ 19 ธ.ค. 2561 โดย กนง. มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.75% ต่อปี โดยไม่สนใจเสียงค้านของ "อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์" รัฐมนตรีคลัง ที่ส่งเสียงค้านมาตลอด

 

้เหตุที่ รมต.คลัง ต้องค้านขึ้นดอกเบี้ย เป็นเพราะว่า ตั้งแต่ปลายเดือน ต.ค. เป็นต้นมา ค่าเงินบาทเริ่มแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ จาก Fund flow ที่ไหลเข้ามายังภูมิภาค เหตุจากราคาน้ำมันในตลาดโลกทรุดตัวอย่างรวดเร็ว จึงมีการย้่ายเงินเข้ามาลงทุนในตลาดเงินเอเชีย แต่ แบงก์ชาติ ไม่ฟังเสียง ขึ้นดอกเบี้ยดูดเงินให้ไหลเข้ามาเร็วกว่าเดิม จนปัจจุบัน "ค่าเงินบาท" แข็งค่ามากที่สุดในภูมิภาค จากที่เคยอยู่เหนือระดับ 33 บาท/ดอลลาร์ มาเล่นกันแถวๆ 32 บาท/ดอลลาร์ เท่ากับว่าเงินบาท แข็งค่าขึ้นมาประมาณ 7% ในช่วงเวลาเพียง 3 เดือน

 

สาเหตุที่เงินยังไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้อเมริกาจะมีการขึ้นดอกเบี้ยหลายครั้งในปีที่ผ่านมา จนดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ที่ 2.50% แต่อัตราเงินเฟ้อบ้านเราอยู่ในอัตราค่อนข้างต่ำ (ประมาณ 0.5% เทียบกับอเมริกาที่ประมาณ 1.0% ) ประกอบกับไทยเป็นประเทศที่ "เกินดุลบัญชีเดินสะพัด" และมีการประกาศเลือกตั้ง ทำให้นักลงทุนมี "ความเชื่อมั่น" เลยทำให้มีแรงดึงดูดเม็ดเงินเข้ามาพักไว้เป็นจำนวนมหาศาล

 

คนที่ซวยก็คือ ภาคส่งออก และท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ มาร์จินกำไรที่เคยทำได้ประมาณ 5 - 10% เมื่อหักลบกลบหนี้กับค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นแทบไม่ได้กำไร ดีไม่ดียัง "ขาดทุน" อีกต่างหาก!

 

วันนี้ (6 ก.พ.) จะมีการประชุม กนง. กันอีก ไม่รู้ว่าจะกำหนดทิศทางเรื่องค่าเงินกันยังไง แต่หลังจากประกาศเลือกตั้งเป็นต้นมา หลายหน่วยราชการ "เข้าเกียร์ว่าง" มุ่งไปสนใจลุ้นผลการเลือกตั้งกันมากกว่า เพราะถ้าเอาใจ "นายเก่า" มากกินไป "นายใหม่" เข้ามา มีหวังโดนเช็คบิลกันเป็นแถว

 

แต่ "แบงก์ชาติ" เป็นหน่วยงานที่ต้องดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จึงไม่อยากให้ปล่อยเกียร์ว่าง และควรกำหนดมาตรการ และทิศทางด้าน "ตลาดเงิน" ให้ชัดเจนออกมา อย่าลืมว่าตอนนี้เรามีปัญหา "เงินนอกท่วมระบบ" มีทุนสำรองมากกว่า 2 แสนล้านเหรียญ ที่ต้องแบกและเป็นภาระอยู่...

         

แน่นอนว่าในระยะสั้น Fund flow จะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น แต่ระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม หากค่าเงินบาทยังแข็งโป๊กอยู่แบบนี้ ยังไง แบงก์ชาติ ก็ควรมีมาตรการ "ไล่เงินร้อน" พวกนี้ออกไปบ้าง จะได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการ และสินค้าไทยในตลาดโลก รวมไปถึง GDP ที่หวังกันว่าจะโตเกิน 4% ในปลายปี จะได้เป็นความจริง ถ้ายังโตต่ำกว่า 4% เศรษฐกิจไทยจะโตตามไม่ทันเพื่อนบ้าน และกลายเป็น "หลุมดำแห่งอาเซียน" อย่างแท้จริง

         

อย่าลืมว่าแนวโน้มเศรษฐกิจและการคาดการณ์ของสำนักวิจัยต่างๆ ล้วนมองว่า ปีนี้เป็นปีที่ยากลำบากของเศรษฐกิจ เพราะเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอ่อนแรงลงทุกตัว การส่งออกถูกท้าทายจากการค้าโลกชะลอ เศรษฐกิจจีนเติบโตน้อยลง และยังต้องรอดูผลของสงครามการค้าระหว่างจีน กับ สหรัฐ ที่ยังยื้อกันอยู่ ทำให้แนวโน้มการส่งออกปีนี้เติบโตชะลอตัวลงอยู่แล้ว อาจจะทรุดหนักไปเลยก็ได้

 

ที่ต้องดูคือ ผลการประชุม กนง. วันที่ 6 ก.พ.นี้ จะสื่อสารออกมาแบบไหน ขณะที่หลายประเทศรอบบ้านเราตอนนี้เริ่มปรับสู่โหมด "ดอกเบี้ยขาลง" ไม่ว่าจะเป็น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย หาก กนง. ยังให้น้ำหนักกับดอกเบี้ยสหรัฐ ที่สูงถึง 2.50% กลัวเงินทุนไหลออก และยังคงทิศทาง "ดอกเบี้ยขาขึ้น" เหมือนเดิม งานนี้บอกได้คำเดียวเลยว่า "คิดผิด" และจะนำพาประเทศเข้าสู่ความลำบากมากกว่าที่คาดการณ์กันไว้ หาก "เงินร้อน" ยังไหลเข้าไม่หยุด!

 

การส่งสัญญาณจาก รมต.คลัง หลายครั้ง แบงก์ชาติ น่าจะทบทวนมาตรการ โดยให้ดูปัญหาเฉพาะหน้าด้วย ไม่ใช่มองแค่ เสถียรภาพ เพราะปัญหาเศรษฐกิจที่ยังลุ่มๆ ดอนๆ และ "สูญญากาศ" ในช่วงที่กำลังจะเลือกตั้งจนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่

 

อีกรายที่ออกมาเตือน แบก์ชาติ ก็คือ "พิชัย นริพทะพันธุ์"  อดีตรัฐมนตรีพลังงาน ที่กล่าวว่า ตามที่ได้เคยออกมาคัดค้านการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นผลเสียว่าค่าเงินบาทจะแข็ง อีกทั้งไทยยังมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศกว่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่ กนง. ก็ยังคงขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างมาก ผู้ส่งออกได้รับผล กระทบอย่างรุนแรง ยอดการส่งออกไทยถึงกับติดลบ จึงอยากให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้พิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะออกมาตรการใดๆ ว่าจะมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจอย่างไร

 

อยากเห็นการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทยในแบบอย่างของธนาคารแห่งชาติของประเทศที่พัฒนาได้ดีที่มีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ เพราะนโยบายการเงินมีความสำคัญเท่ากับหรือมากกว่านโยบายการคลัง โดยเฉพาะประเทศไทยที่พึ่งการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก

 

ทั้งนี้ อยากให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม มากกว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อเหมือนในอดีต เพราะปัจจุบันเงินเฟ้อทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำอีกทั้งไทยมีเศรษฐกิจที่เปิดไม่สามารถกำหนดอัตราเงินเฟ้อได้เองมากนัก ส่วนใหญ่ขึ้นกับอัตราเงินเฟ้อของโลก

 

สรุป ถ้า แบงก์ชาติ ไม่ฟังเสียงคัดค้านยังคงเดินหน้านโยบายดอกเบี้ยขาขึ้นเหมือนเดิม ทายไว้ล่วงหน้าเลยว่า เศรษฐกิจไทยปี้นี้ได้เห็นการ "เผาจริง" ที่ต้องใช้เวลาแก้ไขกันอีกนาน!

  • ผู้โพสต์ chisanupong
  • 2019-03-12 11:39:35
  • 2851

ผู้สนับสนุน