เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ออกจากระบบ

คอลัมนิสต์


THE DARK NEWS

  • 2019-01-31 14:51:56
  • 1537

IPO หรือจะสู้ประตูหลัง!

IPO หรือจะสู้ประตูหลัง!

By..Victor




โลกโซเชี่ยว ทำให้นักลงทุน ฉลาดขึ้น การเอาของเน่าๆ มาเข้าตลาดหุ้น ปล่อยขาย IPO ราคาแพง แล้วลอยแพในกระดาน ไม่หมูเหมือนในอดีต...


ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา น่าจะถือว่าเป็น "ยุคทอง" ของ หุ้น IPO ที่ใครเอาหุ้นเข้าตลาด ตั้งราคาแพงยังไง คนจองหุ้นก็ได้กำไร แถมมีบางตัวเปิดวันแรก "ซิลลิ่ง" ด้วยซ้ำ คนเล่นหุ้นจอง รวยกันเป็นกอบเป็นกำ


สาเหตุหลักมาจาก เศรษฐกิจไทยเริ่มดีขึ้น มีเม็ดเงินลงทุนทั้งในและประเทศหลั่งไหลเข้ามา จากหุ้นที่ดิ่งลงไปอยู่แถวๆ 400 จุด วิ่งขึ้นยาวหลายปี จนมา peak ในกลางปี 2018 ที่ระดับ 1,852 จุด


แต่หุ้น IPO เริ่มเป็น "ขาลง" ตั้งแต่ กลางปี 2558 "จองแล้วเจ๊ง" ประเดิมด้วย หุ้น PLAT หรือ บมจ.เดอะแพลทินัม กรุ๊ป ในราคาจอง 7.40 บาท หลุดจอง ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเทรดจนถึงปัจจุบัน และเป็นจุดเริ่มต้นของความต่ำตมต่อเนื่องยาวนาน


เมื่อเกิดภาวะ "จองแล้วเจ๊ง" ทำให้บริษัทที่ยื่น IPO ยุคปัจจุบันทำตัวลำบาก เพราะไม่รู้ว่าประกาศขายหุ้นแล้วจะมีคนจองซื้อหรือเปล่า และเมื่อเข้ามาแล้ว สถานการณ์ของหุ้นจะเป็นอย่างไร ในภาวะที่นักลงทุนทั้งสถาบัน รายใหญ่ รายย่อย มีความรู้สึกเหมือนๆ กันคือ "ขายก่อน กำไรก่อน"...ไม่มีใครไว้ใจใคร!


ดังนั้น เมื่อ "หุ้นจอง" กลายเป็นเรื่องยากลำบากในการเข้าตลาด "ทางออก" ของเรื่องนี้ก็คือ เมื่อเข้าข้างหน้ายาก ก็ต้องใช้วิธี...เสียบประตูหลัง Blackdoor listing!


ที่เปิดเกมได้ดุดันก็คือ OCEAN บริษัทขายก็อกน้ำ ที่ถูก กลุ่มธุรกิจน้ำมันปาล์ม ของ "ชัชชญา ไตรตระกูลชัย” บุกยิงประตู ด้วยการเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (PP) จำนวน 482.56 ล้านหุ้น หุ้นละ 0.80 บาท กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของบริษัท โดย OCEAN นำเงินเพิ่มทุนที่ได้จำนวน 386 ล้านบาท ไปซื้อ บริษัท ละแมน้ำมันปาล์ม จำกัด


ที่น่าสนใจก็คือ ธุรกิจเดิมของ OCEAN ที่ขายก็อกน้ำ เป็นขาลง แล้วยังถูก Blackdoor ด้วยธุรกิจน้ำมันปาล์ม ที่ก็เป็น "ขาลง" เหมือนกัน อนาคตข้างหน้าแทบมองไม่เห็น!


ข่าวเทกโอเวอร์ OCEAN เกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2561 ราคาหุ้นวิ่งหน้าตั้งเหมือนคนโดนผีหลอก จากราคา 0.80 บาท วิ่งขึ้นไปสูงถึงเกือบ 6 บาท ขึ้นมาได้ถึง 800% คนที่มี "ต้นทุนต่ำ" ร่ำรวยกันเป็นแถว


เงินที่ "ชัชชญา" ใส่ไป 300 กว่าล้านบาท กลายเป็น 2 พันกว่าล้านบาท ภายใน 6 เดือน ดีกว่าเอา หุ้นบริษัทน้ำมันปาล์ม เข้า List แบบตรงๆ เยอะ เพราะใช้เวลาน้อย ตัดความยุ่งยากนาๆประการทางข้อกฎหมายไปได้มากมาย ถือเป็นวิธีที่ชาญฉลาด ได้ผลเร็วและคุ้มค่า


ว่ากันตามตรง ถ้า "ชัชชญา" เอาหุ้นน้ำมันปาล์ม เข้า list  ระดมทุนในยามตลาดแล้งแบบนี้มีคนจองซื้อ ได้เงิน 100 - 200 ล้าน ก็ถือว่าเฮงแล้ว มองยังไงก็สู้เสียบประตูหลังไม่ได้!


อีกรายหนึ่งที่มาแรงเหมือนกันก็คือ การเข้าประตูหลัง ของ บริษัท ทีม เอ โฮลดิ้ง 2 จำกัด (TAH2) บริษัทผลิตสายไฟฟ้า ที่เข้าถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.สยามอินเตอร์มัลติมีเดีย (SMM) ทำธุรกิจขายหนังสือการ์ตูน โดยจะขายธุรกิจสื่อทั้งหมดออกไป เหลือแต่ธุรกิจสายไฟเป็นหลัก จะเพิ่มทุนประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เปลี่ยนชื่อเป็น "สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น" หรือ STARK... ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องอะไรกับ Tony Stark หรือเปล่า เพราะมาจากอเมริกาเหมือนกัน? (ขำๆ)


เมื่อดูวงเงินที่เพิ่มทุนสูงถึง 20,000 ล้านบาท ถือว่าระดมทุนเยอะมาก และหลังจาก SMM เปลี่ยนธุรกิจจากขายหนังสือการ์ตูน ที่ไม่ค่อยมีอนาคต มาเป็นธุรกิจขายสายไฟ จะไปได้ไกลแค่ไหน แต่ก็ถือว่าดีกว่าการปล่อยให้ SMM เน่าคากระดาน... 


ลองมาจับตาดูกันว่า กลุ่มใหม่ที่เข้ามาจะมีฤทธิ์มากมายขนาดไหน ตามข่าวที่ออกมาถือว่าเป็น "ขาใหญ่" ในการขายสายไฟฟ้าระดับโลกเลยทีเดียว โดย "บริษัทแม่" ของ TAH2 คือ กลุ่ม Phelps Dodge จากสหรัฐอเมริกา เป็นบริษัทเหมืองแร่ทองแดงรายใหญ่ ก่อตั้งขึ้น ในปี ค.ศ.1834 ระยะเวลากว่า 183 ปี...น่าจะมีฐานะมั่นคงพอสมควร!

  • ผู้โพสต์ admin2
  • 2019-01-31 14:51:56
  • 1537

ผู้สนับสนุน