จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : TACC เร่งเครื่องครึ่งปีหลัง 7-Eleven หนุนยอดขาย–สินค้าใหม่ดันโต ปั้น New S-Curve สู่การเติบโตรอบใหม่


07 กันยายน 2569

TACC รายงานพิเศษ_S2T (เว็บ)_0.jpg

TACC ส่งสัญญาณผลงานครึ่งหลังปี 69เติบโตต่อเนื่อง จากการพัฒนาสินค้าใหม่ร่วมกับพันธมิตรหลัก การขยายฐานลูกค้า B2B และ B2C ควบคู่การบริหารต้นทุน ขณะที่การลงทุนใน Betterbeam Food และการมองหา M&A-JV จะเข้ามาเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในระยะยาว

ทิศทางธุรกิจของ บมจ.ที.เอ.คอนซูเมอร์ (TACC) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 กำลังมีภาพที่น่าสนใจมากขึ้น หลังบริษัทส่งสัญญาณการเติบโต และปรับเป้าหมายรายได้ทั้งปีเป็นเติบโตมากกว่า 10% จากปีก่อน สะท้อนว่าการเดินหน้าพัฒนาสินค้าใหม่ การขยายฐานลูกค้า และการต่อยอดธุรกิจเริ่มสร้างโมเมนตัมที่ชัดเจนขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาผลักดันผลการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี ยังคงมาจากความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก โดยเฉพาะความร่วมมือกับ 7-Eleven ซึ่งถือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์สำคัญของบริษัท การพัฒนา Core Menu และ New Menu อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงช่วยเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ แต่ยังเปิดโอกาสให้ TACC สามารถสร้างยอดขายใหม่จากฐานลูกค้าเดิมได้อย่างต่อเนื่อง

นายชัชชวี วัฒนสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TACC มองว่า ธุรกิจในช่วงครึ่งหลังยังมีทิศทางที่ดี โดยบริษัทจะเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของบริษัทในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์ที่สามารถทำงานร่วมกับพันธมิตรขนาดใหญ่ได้อย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน โอกาสไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดในประเทศไทย เพราะการขยายความร่วมมือไปยังร้าน 7-Eleven ในต่างประเทศยังเป็นอีกช่องทางสำคัญที่บริษัทสามารถต่อยอดการเติบโตได้ในอนาคต ซึ่งหากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการขยายตลาดสามารถดำเนินไปตามแผน ก็จะช่วยเพิ่มขนาดตลาดและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้กับธุรกิจหลักในระยะต่อไป

ส่วนธุรกิจ B2C กำลังมีบทบาทมากขึ้นในฐานะอีกเครื่องยนต์หนึ่งของการเติบโต TACC เดินหน้าขยายฐานลูกค้าในกลุ่ม Cafe Business รวมถึงเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและมองหาลูกค้าใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การขยายธุรกิจในส่วนนี้มีความสำคัญต่อบริษัท เพราะช่วยให้โครงสร้างรายได้มีความหลากหลายมากขึ้น และลดการพึ่งพิงลูกค้าหรือช่องทางใดช่องทางหนึ่งมากเกินไป

การเติบโตของรายได้จึงไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายเดียวที่ TACC ให้ความสำคัญ เพราะบริษัทเดินหน้าควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อให้การขยายตัวของยอดขายสามารถแปลงไปสู่การเติบโตของผลประกอบการได้อย่างมีคุณภาพ

จุดที่น่าสนใจอีกประการสำหรับ TACC คือการเริ่มมองไกลกว่าการเติบโตจากธุรกิจเดิม ด้วยการเดินหน้าสร้าง New S-Curve ผ่านการลงทุนเชิงกลยุทธ์ ล่าสุดบริษัทเข้าลงทุนในบริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด หรือ Betterbeam Food เจ้าของแบรนด์ชาไทย “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ในสัดส่วน 30% มูลค่า 45 ล้านบาท

การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของ TACC ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องดื่ม ไปสู่โอกาสใหม่ในตลาด B2C ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างแบรนด์และขยายฐานผู้บริโภคได้กว้างขึ้น ขณะเดียวกัน ยังเป็นการนำความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายมาผสมผสานกัน ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม การผลิต ระบบซัพพลายเชน การสร้างแบรนด์ และการขยายช่องทางเข้าถึงผู้บริโภค

นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้ามองหาโอกาสในการลงทุนและความร่วมมือทางธุรกิจเพิ่มเติม ทั้งในรูปแบบการควบรวมและซื้อกิจการ หรือ M&A รวมถึงการร่วมทุน หรือ JV โดยให้ความสำคัญกับธุรกิจที่สามารถสร้าง Synergy กับธุรกิจเดิมของบริษัทได้อย่างแท้จริง

กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนว่า TACC กำลังพยายามสร้างการเติบโตจากหลายเครื่องยนต์พร้อมกัน ธุรกิจ B2B ยังคงเป็นฐานรายได้สำคัญที่มีพันธมิตรแข็งแกร่งคอยสนับสนุน ขณะที่ธุรกิจ B2C จะเข้ามาช่วยเพิ่มความหลากหลายของฐานลูกค้า ส่วนการลงทุนและความร่วมมือทางธุรกิจจะเป็นอีกช่องทางในการสร้าง New S-Curve เพื่อเพิ่มศักยภาพของบริษัทในระยะยาว

สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ปัจจัยสนับสนุนของ TACC จึงมีทั้งการออกสินค้าใหม่ร่วมกับพันธมิตรหลัก การขยายตลาดในประเทศและต่างประเทศ การเพิ่มฐานลูกค้า B2B และ B2C ตลอดจนการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตของรายได้มากกว่า 10%

แต่สิ่งที่น่าจับตาไม่แพ้กัน คือการเปลี่ยนผ่านของ TACC จากบริษัทที่เติบโตจากความเชี่ยวชาญในธุรกิจเครื่องดื่ม ไปสู่การเป็นองค์กรที่สามารถต่อยอดองค์ความรู้ เงินทุน และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อสร้างโอกาสในธุรกิจใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง