รายงานพิเศษ : TEGH โชว์ 3 ขาธุรกิจแกร่ง ยาง–ปาล์ม–พลังงานชีวภาพโต ปูทางรายได้ใหม่ ดันอนาคตไกล

TEGH เดินหน้าสร้างการเติบโตครึ่งปีหลัง 2569 รับแรงหนุนคำสั่งซื้อยางจากอินเดีย ยุโรป และสหรัฐฯ พร้อมเร่งเพิ่มสัดส่วนยางมาตรฐาน EUDR ควบคู่บริหารต้นทุน ขณะที่ธุรกิจปาล์มเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ดันกำลังผลิตเพิ่ม 50% ส่วนธุรกิจก๊าซชีวภาพเดินหน้าขยายศักยภาพ สู่ CBG–LBM และ Carbon Credit สร้างรายได้ระยะยาว
บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) มั่นใจแนวโน้มการดำเนินงานครึ่งหลังปี 2569 ยังเติบโตต่อเนื่อง จากแรงหนุนของธุรกิจยางธรรมชาติที่ได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากตลาดอินเดีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ขณะที่การบังคับใช้มาตรการ EUDR ของสหภาพยุโรปมีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลดีต่อความต้องการยางที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และเปิดโอกาสให้บริษัทเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าสูง พร้อมเดินหน้าควบคุมต้นทุนเพื่อยกระดับความสามารถในการทำกำไร
นางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ TEGH กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าปริมาณขายยางแท่งในปีนี้ประมาณ 260,000 ตัน เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน และคาดว่าสัดส่วนยอดขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR ในช่วงครึ่งปีหลังจะเพิ่มขึ้นจากระดับ 30% ในครึ่งปีแรก หลังแนวทางการบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจน โดยกำหนดเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 30 ธันวาคม 2569
การเพิ่มสัดส่วนยางมาตรฐาน EUDR ถือเป็นโอกาสสำคัญของ TEGH เพราะนอกจากช่วยขยายฐานลูกค้าในตลาดต่างประเทศแล้ว ยังสอดคล้องกับกลยุทธ์เพิ่มสัดส่วน High Value Products ซึ่งมีศักยภาพสร้างมูลค่าและอัตรากำไรที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อให้การเติบโตของยอดขายส่งผ่านไปยังผลประกอบการได้มากขึ้น
ด้านธุรกิจน้ำมันปาล์มดิบ TEGH เร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการซ่อมบำรุงเครื่องจักร การติดตั้ง Boiler ลูกใหม่ และการเพิ่ม Sterilizer ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 50% ภายในปีนี้ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับโอกาสเติบโตของธุรกิจในระยะถัดไป
พร้อมกันนี้ บริษัทตั้งเป้ารับรองมาตรฐาน ISCC CORSIA ภายในปีนี้ หลังจากได้รับ ISCC Plus และ ISCC EU แล้ว ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน หรือ SAF และต่อยอดผลิตภัณฑ์ปาล์มไปสู่ตลาดที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการยกระดับศักยภาพธุรกิจจากการขายวัตถุดิบไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดพลังงานสะอาด
ขณะที่ธุรกิจพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์กำลังกลายเป็นอีกหนึ่ง Growth Engine ของ TEGH หลังจากโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 1 และโครงการบ่อกากปิโตรเคมีประสบความสำเร็จ โดยบริษัทอยู่ระหว่างทบทวนเทคโนโลยีและงบลงทุนของโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 2 และปรับกำหนดแล้วเสร็จเป็นไตรมาส 2/2570
เมื่อโครงการเฟส 2 เดินหน้า จะเพิ่มศักยภาพบริหารจัดการกากอินทรีย์ได้ประมาณ 297,000 ตันต่อปี และเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพประมาณ 23.76 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี สนับสนุนเป้าหมายปี 70 ที่จะเพิ่มศักยภาพบริหารจัดการกากอินทรีย์รวมประมาณ 1.1 ล้านตันต่อปี และมีกำลังผลิตก๊าซชีวภาพรวมประมาณ 58 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
ขณะเดียวกัน TEGH กำลังต่อยอดธุรกิจก๊าซชีวภาพจากการผลิตพลังงานไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม โดยอยู่ระหว่างศึกษาความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาเป็น Compressed Bio Gas หรือ CBG และ Liquid Bio Methane หรือ LBM สำหรับภาคอุตสาหกรรมและการขนส่ง ซึ่งหากพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้ จะช่วยเพิ่มมูลค่าก๊าซชีวภาพและเปิดตลาดใหม่ให้กับบริษัท
นอกจากนี้ ปริมาณกากอินทรีย์ที่เพิ่มขึ้นยังเป็นโอกาสในการสร้างรายได้จาก Carbon Credit ทำให้ธุรกิจนี้มีโอกาสสร้างรายได้หลายทาง ทั้งจากการบริหารจัดการกาก การผลิตก๊าซชีวภาพ ผลิตภัณฑ์พลังงานมูลค่าเพิ่ม และคาร์บอนเครดิต
TEGH กำลังเดินหน้าสร้างการเติบโตจากฐานธุรกิจที่มีอยู่ พร้อมยกระดับประสิทธิภาพและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ โดยครึ่งหลังปี 2569 ธุรกิจยางธรรมชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นและโอกาสจาก EUDR ขณะที่ธุรกิจปาล์มมีสัญญาณฟื้นตัวจากการเพิ่มประสิทธิภาพและกำลังผลิต ส่วนธุรกิจก๊าซชีวภาพกำลังพัฒนาไปสู่ New S-Curve