รายงานพิเศษ : PCE เปิดเกมรุกครึ่งปีหลัง B100 โต–ปาล์มบริโภคขยายตัวแรง เร่งสร้างมูลค่าใหม่ ดันธุรกิจสู่ High Value

PCE มั่นใจธุรกิจครึ่งหลังปี 2569 เติบโตต่อเนื่อง จากดีมานด์ B100 และการขยายกำลังผลิตน้ำมันปาล์มบริโภคเป็น 700 ตันต่อวัน พร้อมลงทุนโรงสกัดเฟส 3 และยกระดับโรงกลั่น รองรับสินค้ามูลค่าเพิ่มและตลาดอาหารพรีเมียม
การขับเคลื่อนธุรกิจในครึ่งหลังปี 2569 ของ บมจ.เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ (PCE) ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B100 ในประเทศที่เพิ่มขึ้นตามนโยบายภาครัฐ ขณะเดียวกันบริษัทเร่งเดินหน้าลงทุนเพิ่มขีดความสามารถการผลิตทั้งในธุรกิจน้ำมันปาล์มบริโภค โรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ และโรงกลั่น เพื่อเสริมความแข็งแกร่งตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ รองรับการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ในระยะยาว
ซึ่ง นายพรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร PCE ย้ำว่า แนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง นอกจากปัจจัยสนับสนุนจากตลาด B100 แล้ว บริษัทกำลังเร่งสร้างมูลค่าทางธุรกิจผ่านแผนเพิ่มมูลค่าบริษัทในโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ควบคู่กับการขยายกำลังผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ตลาดที่มีศักยภาพมากขึ้น
หนึ่งในเครื่องยนต์การเติบโตที่เห็นได้ชัดคือ ธุรกิจน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภค ซึ่ง PCE อยู่ระหว่างขยายกำลังการผลิตจากเดิม 300 ตันต่อวัน เป็น 700 ตันต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4/2569 การลงทุนดังกล่าวจะช่วยรองรับการขยายฐานลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงการขยายช่องทางจำหน่ายน้ำมันปาล์มโอเลอินแบรนด์ “รินทิพย์” ซึ่งปัจจุบันเข้าสู่ช่องทาง Modern Trade และวางจำหน่ายใน 7-Eleven ครบทุกสาขาทั่วประเทศแล้ว
การเพิ่มกำลังผลิตจึงเป็นทั้งการรองรับความต้องการของตลาดและการสร้างโอกาสขยายรายได้ในอนาคต โดยเฉพาะตลาดอาหารที่มีฐานความต้องการต่อเนื่อง ขณะที่แบรนด์ “รินทิพย์” ช่วยเพิ่มโอกาสให้ PCE ขยับเข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น จากเดิมที่มีจุดแข็งในธุรกิจต้นน้ำและอุตสาหกรรม สู่การสร้างแบรนด์และช่องทางจำหน่ายของตัวเอง ซึ่งเป็นอีกก้าวในการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์
พร้อมกันนี้ PCE ยังเดินหน้าโครงการก่อสร้างโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบเฟส 3 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้างโครงสร้างอาคารและเตรียมติดตั้งเครื่องจักรหลัก โดยกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในไตรมาส 1/2570 และเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2/2570
โครงการดังกล่าวจะเพิ่มกำลังการผลิตผลปาล์มสดจากเดิม 150 ตันต่อชั่วโมง เป็น 225 ตันต่อชั่วโมง และทำให้ PCE สามารถผลิตน้ำมันปาล์มดิบ หรือ CPO ได้เองมากกว่า 900 ตันต่อวัน ซึ่งการเพิ่มกำลังผลิตต้นน้ำจะช่วยลดการพึ่งพาการจัดซื้อ CPO จากภายนอก ทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นในการบริหารวัตถุดิบมากขึ้น และสามารถบริหารต้นทุนการผลิตได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เมื่อกำลังผลิตเพิ่มขึ้นและบริษัทสามารถผลิต CPO ได้เองในสัดส่วนที่สูงขึ้น โครงสร้างธุรกิจของ PCE จะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นจากการบริหารห่วงโซ่อุปทานภายในบริษัท ตั้งแต่การสกัดน้ำมันปาล์มดิบไปจนถึงการกลั่นและผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาวัตถุดิบภายนอก และเพิ่มความสามารถในการบริหารต้นทุนตามภาวะตลาด
อีกหนึ่งการลงทุนที่น่าจับตาคือ โครงการปรับปรุงโรงกลั่น เพื่อยกระดับคุณภาพน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ ด้วยเทคโนโลยี CPO Washing และ Double Refine ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์คุณภาพสูง หรือ High-Quality RBDPO ให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารระดับสากล
โครงการดังกล่าวมีกำหนดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2/2570 และถือเป็นการขยับธุรกิจของ PCE ไปสู่ตลาดที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจาก RBDPO คุณภาพสูงสามารถนำไปต่อยอดเป็นไขมันชนิดพิเศษ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมอาหารระดับพรีเมียม ซึ่งมีโอกาสสร้างมูลค่าและความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ปาล์มทั่วไป
ซึ่งกลยุทธ์ของ PCE ที่ไม่ได้มุ่งเพิ่มปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันปาล์มบริโภค การเพิ่มศักยภาพการผลิต CPO ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ โดยแต่ละโครงการมีเป้าหมายชัดเจนทั้งการรองรับตลาด ลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากภายนอก เพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน และขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม
ดังนั้น จุดแข็งของ PCE ในระยะต่อไปจึงอยู่ที่การมีธุรกิจปาล์มแบบครบวงจรและการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถบริหารต้นทุนและวัตถุดิบได้ดีขึ้น พร้อมสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น การขยายกำลังผลิตควบคู่กับการพัฒนาสินค้าพรีเมียมจึงเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดการเติบโต และเพิ่มศักยภาพในการทำกำไรของ PCE ในระยะยาว