รายงานพิเศษ : TIDLOR แกร่งสวนเศรษฐกิจชะลอ 6 เดือนกำไรพุ่ง 26% ครึ่งปีหลังมี Upside สินเชื่อฟื้น-NIM หนุน ROE แตะ 16.6%

TIDLOR โชว์ศักยภาพบริหารธุรกิจท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว หลังครึ่งปีแรกกำไรโต 26.2% ขณะที่โบรกฯ มองโมเมนตัมครึ่งปีหลังยังเป็นบวกจากสินเชื่อที่มีโอกาสเร่งตัว ต้นทุนทางการเงินลดลง และ Credit Cost ผ่านจุดสูงสุดแล้ว
บมจ.ติดล้อ โฮลดิ้งส์ หรือ TIDLOR กำลังส่งสัญญาณเข้าสู่ช่วงการเติบโต หลังผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกสามารถสร้างกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว สะท้อนความสามารถของบริษัทในการบริหารทั้งธุรกิจสินเชื่อ คุณภาพสินทรัพย์ และต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ทิศทางในช่วงครึ่งปีหลังยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของสินเชื่อ ต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และแนวโน้ม Credit Cost ที่ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว
ล่าสุด TIDLOR รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 1,533.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกอยู่ที่ 3,147 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 26.2% จากปีก่อน โดยการเติบโตมาจากทั้งธุรกิจสินเชื่อและธุรกิจนายหน้าประกันภัย ขณะเดียวกันบริษัทสามารถบริหารต้นทุนและคุณภาพสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำให้มุมมองของนักวิเคราะห์เริ่มให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวของผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปี โดย บล.ASL คาดว่าปี 2569 TIDLOR จะมีกำไรสุทธิประมาณ 6.03 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.2% จากปีก่อน ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่โดดเด่นและสูงสุดในกลุ่ม พร้อมคาดว่า ROE จะเพิ่มขึ้นเป็น 16.6% จาก 15.1% สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการสร้างผลตอบแทนจากฐานทุนที่ปรับตัวดีขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตมาจาก 3 ส่วน ได้แก่ สินเชื่อที่กลับมาเติบโต , NIM ที่ฟื้นตัว และ Credit Cost ที่ลดลง โดย ASL ประเมินว่าสินเชื่อปีนี้จะเติบโตประมาณ 5.5% แม้อยู่บริเวณกรอบล่างของเป้าหมายบริษัทที่ 5-10% แต่ยังมีโอกาสเกิด Upside หากสินเชื่อ Title Loan และสินเชื่อรถบรรทุกเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
ขณะเดียวกัน NIM มีแนวโน้มขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 16% จาก 15.8% ตามต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NII มีโอกาสเติบโตประมาณ 9.2% จากปีก่อน ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาช่วยเสริมความสามารถในการทำกำไรของ TIDLOR ในระยะต่อไป
อีกหนึ่งจุดแข็งที่นักลงทุนไม่ควรมองข้ามคือ คุณภาพสินทรัพย์ โดย ASL ประเมิน NPL Ratio ปี 2569 ที่ 1.8% ซึ่งอยู่บริเวณกรอบบนของเป้าหมายบริษัทที่ 1.5-1.8% ขณะที่ระดับ NPL จริงในไตรมาส 2/2569 อยู่เพียง 1.54% สะท้อนว่าบริษัทยังสามารถควบคุมความเสี่ยงด้านเครดิตได้ในระดับที่เหมาะสม
ส่วน Credit Cost คาดอยู่ที่ 2.2% สอดคล้องกับ Guidance ใหม่ของบริษัทที่ 2.0-2.5% และต่ำกว่าที่ตลาดเคยกังวล โดยช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 1.88% จึงมีโอกาสเห็นต้นทุนความเสี่ยงอยู่ในระดับควบคุมได้ต่อเนื่อง หากคุณภาพลูกหนี้ปรับตัวดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ
ด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน ASL คาด Cost-to-Income Ratio อยู่ที่ 55.5% สอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทในระดับ Mid-50% ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมคาดเติบโตประมาณ 3.5% ซึ่งถือเป็นประมาณการที่ค่อนข้างระมัดระวัง และเปิดโอกาสให้เกิด Upside หากรายได้จากธุรกิจนายหน้าประกันภัยและค่าธรรมเนียมเติบโตได้ดีกว่าคาด
ขณะที่ธุรกิจนายหน้าประกันภัย ก็เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของ TIDLOR ที่จะเข้ามาช่วยสร้างฐานรายได้ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจสินเชื่อเพียงอย่างเดียว และสร้างโอกาสในการเติบโตของ Fee Income ในระยะยาว ขณะเดียวกันฐานลูกค้าที่เชื่อมโยงทั้งสินเชื่อและประกันภัยยังเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ครบวงจรมากขึ้น
จากปัจจัยดังกล่าว ASL ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” TIDLOR พร้อมราคาเป้าหมายสิ้นปี 2570 ที่ 25.75 บาท อิง PBV 1.8 เท่า โดยมองว่าการประเมินมูลค่าดังกล่าวมีความเหมาะสมกับแนวโน้ม ROE ที่มีโอกาสรักษาระดับสูงราว 16% รวมถึงคุณภาพสินทรัพย์และ Coverage Ratio ที่อยู่ในระดับแข็งแกร่ง
ทำให้เป้าหมายของ TIDLOR ในการก้าวสู่การเป็น “The Leading Financial Inclusion Service Provider” จึงมีโอกาสเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เมื่อธุรกิจหลักเริ่มกลับเข้าสู่รอบการเติบโต ขณะที่ความสามารถในการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่ดี และ ROE มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สนับสนุนให้ TIDLOR ที่กำลังเปลี่ยนจากช่วงบริหารความเสี่ยงและสร้างฐาน ไปสู่ Growth Cycle รอบใหม่ อย่างชัดเจน