รายงานพิเศษ : TACC เปิดเกมรุกครึ่งปีหลัง B2B-B2C หนุนยอดขายโตต่อเนื่อง New S-Curve ดันรายได้ทะลุ 10%

TACC ส่งสัญญาณธุรกิจครึ่งปีหลังสดใส เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วม 7-Eleven ทั้งไทยและต่างประเทศ พร้อมเร่งขยายฐานลูกค้า B2C และ Cafe Business เสริมด้วยการลงทุน Betterbeam Food ต่อยอดตลาดเครื่องดื่ม ดันเป้ารายได้ปี 69 เติบโตมากกว่า 10%
ทิศทางธุรกิจของ บมจ.ที.เอ.คอนซูเมอร์ (TACC) ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีสัญญาณเติบโตต่อเนื่อง หลังบริษัทเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยกลยุทธ์ที่ครอบคลุมทั้งการรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก และการสร้างโอกาสจากตลาดใหม่ โดยมีทั้งธุรกิจ B2B ที่ทำงานร่วมกับพันธมิตรสำคัญอย่าง 7-Eleven และธุรกิจ B2C ที่เร่งขยายฐานลูกค้าและช่องทางจำหน่ายเข้ามาเป็นแรงส่งสำคัญ
สำหรับธุรกิจ B2B ยังคงเป็นฐานรายได้ที่แข็งแกร่งของ TACC โดยบริษัทเดินหน้าพัฒนา Core Menu และ New Menu ร่วมกับ 7-Eleven อย่างต่อเนื่อง ทั้งเครื่องดื่มเย็นในโถกด 7-Select และเครื่องดื่ม Non-Coffee Menu ใน All Cafe รวมถึงการขยายโอกาสไปยังร้าน 7-Eleven ในต่างประเทศ การออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างสม่ำเสมอจึงไม่เพียงช่วยเพิ่มความหลากหลายของสินค้า แต่ยังเปิดโอกาสให้บริษัทเพิ่มยอดขายจากฐานลูกค้าเดิมและขยายตลาดไปยังพื้นที่ใหม่
ขณะเดียวกัน TACC กำลังให้น้ำหนักกับธุรกิจ B2C มากขึ้น เพื่อกระจายแหล่งรายได้และลดการพึ่งพาช่องทางใดช่องทางหนึ่ง โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่ม Cafe Business พร้อมเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายและขยายฐานลูกค้าใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญในการสร้างการเติบโตในอนาคต
ทำให้บริษัทปรับเป้าหมายรายได้ปี 2569 เป็นเติบโต มากกว่า 10% จากปีก่อน จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายการเติบโตในระดับ Double Digit สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริหารต่อแนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง โดยบริษัทจะยังให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรและสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการ
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาคือการสร้าง New S-Curve ผ่านการลงทุนเชิงกลยุทธ์ ล่าสุด TACC เข้าลงทุนใน บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด หรือ Betterbeam Food เจ้าของแบรนด์ชาไทย “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ในสัดส่วน 30% มูลค่า 45 ล้านบาท ถือเป็นการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านเครื่องดื่มของบริษัทไปสู่ตลาด B2C และเปิดพื้นที่ให้ TACC เข้าไปมีบทบาทในตลาดแบรนด์เครื่องดื่มมากขึ้น
การลงทุนครั้งนี้มีโอกาสสร้างประโยชน์ร่วมกันจากจุดแข็งของทั้งสองฝ่าย ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม การผลิต ระบบซัพพลายเชน การสร้างแบรนด์ และการขยายช่องทางจำหน่าย โดย TACC สามารถนำองค์ความรู้และศักยภาพที่มีอยู่เข้าไปสนับสนุนการขยายธุรกิจของ Betterbeam Food ขณะที่แบรนด์ชาไทยสามารถช่วยเปิดตลาดและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นฐานสำหรับการต่อยอดผลิตภัณฑ์และสร้างรายได้ในอนาคต
นอกจาก Betterbeam Food แล้ว บริษัทยังอยู่ระหว่างมองหาโอกาสลงทุนและความร่วมมือทางธุรกิจเพิ่มเติมทั้งในรูปแบบ M&A และ JV โดยจะเน้นธุรกิจที่สามารถเชื่อมโยงกับธุรกิจหลักและสร้าง Synergy ได้จริง แนวทางดังกล่าวสะท้อนภาพการปรับตัวของ TACC จากการเติบโตผ่านธุรกิจเครื่องดื่มเดิม ไปสู่การสร้างพอร์ตธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น
ภาพรวมดังกล่าวทำให้ครึ่งหลังปี 2569 เป็นช่วงที่ต้องจับตาการเติบโตของ TACC อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการออกสินค้าใหม่ร่วมกับ 7-Eleven การขยายตลาดต่างประเทศ การเติบโตของ B2C และการเริ่มรับรู้โอกาสจากการลงทุนใน Betterbeam Food ซึ่งทั้งหมดจะเป็นตัวแปรสำคัญในการผลักดันรายได้ปีนี้ให้เติบโตมากกว่า 10% และวางรากฐานสำหรับ New S-Curve ในปีต่อๆ ไป