จับประเด็นหุ้นเด่น

สัมภาษณ์พิเศษ : NER เปลี่ยนเกมรับโลกยางผันผวน “ชูวิทย์” ปั้นพอร์ตใหม่ จีนย้ายฐาน-อินเดียเร่งโต เพิ่มกำลังผลิต ดันเป้ารายได้ 32,000 ล้านบาท


28 สิงหาคม 2569

NER เปลี่ยนเกมรับโลกยางผันผวน_S2T (เว็บ)_0.jpg

จากเกษตรกรผู้บุกเบิกสวนยางในภาคอีสาน สู่ผู้นำธุรกิจยางธรรมชาติที่เดินทางมาแล้วกว่า 35 ปี “ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์” เปิดแผน NER ปรับโครงสร้างตลาดครั้งใหญ่ ลดพึ่งพาการส่งออก หันรับดีมานด์โรงงานผลิตยางรถยนต์จีนที่ย้ายฐานสู่ไทย พร้อมเร่งเจาะตลาดอินเดียและพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม รับเทรนด์ EV หนุนเป้ารายได้ปี 69 แตะ 32,000 ล้านบาท

จุดเริ่มต้นของบริษัท NER 

เริ่มต้นจากการเป็น เกษตรกรรายแรกที่บุกเบิกการปลูกยางพาราในภาคอีสาน เมื่อกว่า 35 ปีที่แล้ว โดยปลูกครั้ง แรกในพื้นที่ 8 ไร่ เพื่อจุดประสงค์ในการปกป้องและดูแลแนวเขตที่ดิน ที่ในขณะนั้นยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ เพื่อไม่ให้เพื่อนบ้านรุกล้ำเข้ามา  แต่หลังจากได้เดินทางไปศึกษาดูงานในภาคตะวันออกและภาคใต้ จึงเริ่มมองเห็นศักยภาพว่า ยางพาราสามารถเป็นพืชเศรษฐกิจที่จะยกระดับอนาคตของครอบครัวให้ดีขึ้นได้

มองอุตสาหกรรมยางพาราของไทยอย่างไร  

ยางธรรมชาติของประเทศไทยได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพและชื่อเสียงระดับสากลอย่างมาก ส่งผลให้สามารถส่งออกได้ในราคาที่มี "พรีเมียม" (Premium) สูงกว่าประเทศคู่แข่งอื่นๆ อย่างน้อย 100 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากความใส่ใจในคุณภาพของเกษตรกรและการนำหลักวิชาการเข้าช่วยในการดูแลจัดการสวนยาง

จุดเปลี่ยนจากพึ่งพาการส่งออกสู่การปรับพอร์ตในประเทศ

ในอดีต NER พึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก โดยคิดเป็น 80% ของยอดขายทั้งหมด (โดยมีประเทศจีนเป็นผู้ซื้อรายใหญ่) และขายในประเทศเพียง 20% เท่านั้น แต่ในปัจจุบัน บริษัทได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การคุมสัดส่วนโครงสร้างใหม่เป็น เน้นขายในประเทศ 70% และส่งออกต่างประเทศ 30%

สาเหตุการปรับลดสัดส่วนส่งออกเกิดจากมาตรการของสหรัฐอเมริกาที่จัดเก็บภาษีนำเข้าล้อยางจากประเทศจีนเพิ่มขึ้นประมาณ 50% ทำให้ผู้ผลิตล้อยางยักษ์ใหญ่ของจีนย้ายฐานการผลิตเข้ามาตั้งในประเทศไทย เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าแทน

และเนื่องจากโรงงานจีนที่ย้ายเข้ามาเหล่านี้เป็นกลุ่มลูกค้าเดิมของ NER ที่ส่งออกไปจีนอยู่แล้ว บริษัทจึงได้รับอานิสงส์มหาศาลโดยเปลี่ยนจากการส่งออกไปต่างประเทศมาเป็นการขายให้โรงงานเหล่านี้ในประเทศแทน

และยังได้ประโยชน์เรื่องของค่าเงิน เนื่องจากไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ได้รับเงินเร็วขึ้น และประหยัดค่าใช้จ่ายทางธุรกรรม เช่น ค่าธรรมเนียมเปิด LC ที่เคยจ่ายสูงถึง 4,800 บาทต่อครั้ง เพราะเปลี่ยนมาซื้อขายเป็นสกุลเงินบาท

โครงสร้างตลาดส่งออกในปัจจุบัน (สัดส่วน 30%)

ตลาดจีนมีสัดส่วนประมาณ 25% แม้สัดส่วนการส่งออกตรงไปยังประเทศจีนจะลดลง แต่จีนยังคงเป็นตลาดต่างประเทศหลัก โดยที่แบรนด์ของ NER เป็นที่รู้จักของคนจีนในวงกว้าง และบริษัทถูกจัดให้เป็นหนึ่งในท็อป 3 ของจีนในแง่ของปริมาณการขาย (Volume)

ตลาดอินเดีย ปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 5%  มีมูลตค่ายอดขายปีละกว่าพันล้านบาท และตั้งเป้าจะขยายสัดส่วนเพิ่มเป็น 15% ในอนาคต เพื่อให้กลายเป็นพอร์ตที่มีนัยสำคัญต่อบริษัทอย่างแท้จริง เนื่องจากอินเดียมีประชากรเติบโตสูงและมีความต้องการใช้รถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

โดยปีนี้บริษัทได้ปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตอีกประมาณ 10% (คาดว่าจะได้ผลผลิตรวมประมาณ 560,000 ตัน) ซึ่งกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะนำมารองรับกำลังซื้อจากตลาดในอินเดียโดยเฉพาะ

สำหรับตลาดฝั่งยุโรป บริษัทเลือกที่จะชะลอการขยายตลาดไปก่อน 

สาเหตุหลักชะลอการขยายตลาดไปยังยุโรป มีปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 

1. ข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต (Production Capacity Constraints) ปัจจุบันกำลังการผลิตของโรงงานยังมีจำกัด หากบริษัทเร่งขยายตลาดเพื่อหาลูกค้าใหม่ในยุโรปเพิ่มขึ้น แต่ท้ายที่สุดไม่สามารถผลิตและส่งมอบสินค้าให้ได้ตามสัญญา ก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาในการทำงานและเสียเครดิตความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ 

2. การชะลอแผนสร้างโรงงานแห่งใหม่จากภาวะเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเดิมทีบริษัทมีแผนที่จะสร้างโรงงานแห่งที่ 3 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีกประมาณ 60% สำหรับรองรับการขยายตัว  แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทำให้ผู้บริหารตัดสินใจแตะเบรกและชะลอโครงการก่อสร้างโรงงานนี้ไว้ก่อน

มุมมองเกี่ยกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

NER ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมและปัญหาของลูกค้าอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เช่น ยางผสม (Rubber Mixture) จะเป็นการพัฒนาขึ้นโดยการผสมสัดส่วนสารเคมีบางตัวเข้าไปในยางธรรมชาติ เพื่อช่วยให้ลูกค้าในประเทศจีนสามารถนำเข้าได้โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าสูงถึง 17%

ยางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV Tires)  เนื่องจากการที่รถ EV มีอัตราเร่งที่รวดเร็วมาก (0–100 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 3 วินาที) ทำให้เกิดแรงบิดสูง ส่งผลให้หน้ายางสึกหรอเร็วกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไปถึง 10%

NER จึงเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ร่วมศึกษากับลูกค้าและปรับปรุงกระบวนการผลิตยางให้มีความแข็งแกร่งและคงทนสูงขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้ผลิตล้อยางรถ EV ทั่วโลก

เป้าหมายรายได้ 32,000 ล้านบาทในปี69 

ปัจจุบันราคายางพาราปรับเพิ่มขึ้นจากต้นปีที่อยู่ที่ 40 บาทต่อกิโลกรัมเป็น 70 บาท ซึ่งราคาที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อบริษัทแม้สถานการณ์เศรษฐกิจจะชะลอตัว และบริษัทคาดว่า ผลงานไตรมาส1/69 จะเป็นจุดต่ำสุด และไตรมาส 4 จะเป็นช่วงที่ผลงานปรับเพิ่มขึ้นสูงสุด 

ขณะที่ปริมาณผลผลิตยางธรรมชาติในหลายประเทศยังได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนและปรากฏการณ์ El Nio ส่งผลให้ราคายางมีแนวโน้มทรงตัวในระดับที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ บริษัทเดินหน้าบริหารต้นทุนและสต๊อกสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่การบริหารความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ เพื่อรองรับความผันผวนของตลาด พร้อมผลักดันรายได้ปี 69 สู่เป้าหมาย 32,000 ล้านบาท

NER