จับประเด็นหุ้นเด่น

รายงานพิเศษ : SCC ฝ่าวิกฤตน้ำมัน-ภูมิรัฐศาสตร์ ลดถ่านหิน เพิ่ม Biomass-เร่ง Pass-through คุมต้นทุน ดัน EBITDA ปี 69 ทะลุ 5.6 หมื่นล้าน


31 สิงหาคม 2569

SCC ฝ่าวิกฤตน้ำมัน-ภูมิรัฐศาสตร์_S2T (เว็บ)_0.jpg

SCC เดินหน้าบริหารความเสี่ยงเชิงรุก รับมือราคาน้ำมันและความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ลดการพึ่งพาถ่านหินและเพิ่มการใช้ Biomass ควบคู่เร่งส่งผ่านต้นทุนปิโตรเคมีได้เร็วขึ้น มั่นใจ Adjusted Cash EBITDA ทั้งปีทะลุ 56,000 ล้านบาท พร้อมรับแรงส่งจากการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่และ Data Center

SCC ปรับโครงสร้างธุรกิจรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC มั่นใจผลการดำเนินงานปี 2569 มีโอกาสออกมาดีกว่าเป้าหมายที่วางไว้ โดยบริษัทตั้งเป้า Adjusted Cash EBITDA ที่ 56,000 ล้านบาท แต่เพียงครึ่งปีแรกสามารถทำได้แล้ว 42,913 ล้านบาท สะท้อนความสำเร็จจากการปรับโครงสร้างธุรกิจและการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานธุรกิจในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน

ภาพการฟื้นตัวของ SCC ไม่ได้เกิดจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ การมองหาโอกาสจากอุตสาหกรรมใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ขณะที่ธุรกิจดั้งเดิมอย่างซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ก็กำลังได้รับแรงส่งจากการลงทุนภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น

หนึ่งในปัจจัยที่น่าจับตาคือการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI  ในกลุ่ม Data Center และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนในประเทศไทย แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยยังเผชิญแรงกดดัน แต่ความต้องการวัสดุก่อสร้างสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานและภาคอุตสาหกรรมกลับมีทิศทางเติบโต โดยยอดขายในกลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้นประมาณ 3-4%

ประเด็นดังกล่าวถือเป็นโอกาสของ SCC ในการเข้าไปมีส่วนร่วมกับการลงทุนรอบใหม่ของประเทศ เนื่องจาก Data Center และโรงงานอุตสาหกรรมต้องใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติเฉพาะและมาตรฐานสูง โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์อย่างเหล็กโครงสร้างและวัสดุฉนวนกันความร้อนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และกลายเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างรายได้จากการลงทุนอุตสาหกรรมยุคใหม่

ขณะเดียวกัน SCC ยังเดินหน้าสร้างความแตกต่างผ่านการพัฒนานวัตกรรมวัสดุก่อสร้างที่ตอบโจทย์โลกยุคคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะ “ซีเมนต์คาร์บอนต่ำ” หรือ Low Carbon Cement ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น การมีผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ ESG เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางธุรกิจในตลาดอนาคต

และ SCC ยังให้ความสำคัญอย่างมากกับการบริหารต้นทุน โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน หลังราคาน้ำมันยังมีความผันผวนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะเริ่มมีช่วงพักรบ แต่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง และยังมีความเสี่ยงจากระดับคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของโลกที่อยู่ในระดับต่ำ หากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับการปล่อยน้ำมันสำรองออกสู่ตลาด ก็อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำหรับ SCC การบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานจึงเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญ โดยบริษัทลดการพึ่งพาถ่านหินซึ่งมีความสัมพันธ์กับราคาน้ำมัน และหันมาเพิ่มการใช้ Biomass มากขึ้น ส่งผลให้สามารถจำกัดผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นได้ ขณะเดียวกันในธุรกิจปิโตรเคมี กลไกการส่งผ่านต้นทุนมีความรวดเร็วขึ้น โดยราคาผลิตภัณฑ์สามารถปรับตามราคาน้ำมันแนฟทาได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน ทำให้บริษัทสามารถบริหารส่วนต่างและส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้สถานการณ์ในตลาดจีนเองก็มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยลดแรงกดดันต่อการแข่งขันในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี หลังจากผู้ผลิตจีนเคยได้รับประโยชน์จากวัตถุดิบราคาถูกจากรัสเซีย แต่ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตจีนต้องปรับราคาผลิตภัณฑ์เร็วขึ้น ซึ่งช่วยให้กลไกตลาดมีความสมดุลมากขึ้น

ขณะที่ไฮไลต์สำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาคือโครงการ Long Son Petrochemicals หรือ LSP ในเวียดนาม ซึ่งบริษัทคาดว่าจะสามารถกลับมาเริ่มดำเนินการได้ในช่วงกลางปีหน้า เร็วกว่ากำหนดเดิมที่วางไว้ช่วงปลายปีหน้า ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างรายได้และกำไรของ SCC เพราะทุกเดือนที่โครงการสามารถเดินเครื่องได้เร็วขึ้น ย่อมหมายถึงกระแสเงินสดและ EBITDA ที่จะไหลกลับเข้าสู่บริษัทเร็วขึ้นเช่นกัน

บริษัทประเมินว่าจะสามารถสร้าง Adjusted EBITDA เพิ่มเติมได้ถึงประมาณ 9,000 ล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ยเกือบ 1,000 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งถือเป็น Upside ที่มีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานในระยะกลางถึงระยะยาว และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ของ SCC หลังจากโครงการผ่านช่วงการปรับโครงสร้างและเตรียมความพร้อมกลับเข้าสู่การดำเนินงาน

ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า SCC กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาธุรกิจดั้งเดิมไปสู่การสร้างพอร์ตธุรกิจที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยใช้ทั้งการปรับโครงสร้าง การบริหารต้นทุน และการพัฒนานวัตกรรมเข้ามาช่วยรักษาความสามารถในการทำกำไร ขณะเดียวกันก็เข้าไปเกาะกระแสการลงทุนใหม่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Data Center โรงงานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงเทรนด์การลดคาร์บอน

SCC