รายงานพิเศษ : LEO พลิกเกมโลจิสติกส์ สู่ธุรกิจโตยั่งยืน 3×6 Growth Matrix ผสาน Jump+ เติมมูลค่าพอร์ต ปูทาง EBITDA โต 45% แตะ 50-55 ล้านปี 71

LEO ผลงานครึ่งปีแรกยืนยันการเดินเกมถูกทาง หลัง EBITDA เพิ่มขึ้น 15% และธุรกิจใหม่เติบโตโดดเด่น เดินหน้าสร้างสมดุลธุรกิจขนส่งหลักกับธุรกิจ Non-Freight และ Non-Logistics พร้อมต่อยอดขนส่งทางรางและบริการใหม่ สร้างฐานรายได้ที่มั่นคง เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับความสามารถทำกำไรในระยะยาว
ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ของ บมจ.ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ (LEO) สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของธุรกิจได้อย่างชัดเจน เมื่อบริษัทไม่ได้พึ่งพาการเติบโตจากธุรกิจขนส่งหลักเพียงอย่างเดียว แต่กำลังสร้างเครื่องยนต์รายได้ใหม่ผ่านธุรกิจ Non-Freight และ Non-Logistics ควบคู่กับการเดินหน้ายุทธศาสตร์ 3×6 Growth Matrix และโครงการ Jump+ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มมูลค่าธุรกิจในระยะยาว
โดย LEO มีกำไรสุทธิ 6.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86% จากไตรมาส 1/2569 และเพิ่มขึ้นถึง 548% จากไตรมาส 2/2568 หรือเติบโตประมาณ 6 เท่าตัว ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ อยู่ที่ 7.1 ล้านบาท และหากตัดรายการพิเศษจากการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อยที่รับรู้ในไตรมาสแรกออก ผลการดำเนินงานปกติจะเติบโตถึง 166% QoQ และ 33% YoY สะท้อนการฟื้นตัวที่มาจากประสิทธิภาพของธุรกิจหลักและธุรกิจใหม่ที่ปรับตัวดีขึ้น
อีกตัวเลขที่สะท้อนความแข็งแกร่งของ LEO คือ EBITDA ไตรมาส 2/2569 ซึ่งอยู่ที่ 34.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% YoY ส่งผลให้ EBITDA ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 67.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จาก 58.8 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน
จุดเปลี่ยนสำคัญจึงอยู่ที่โครงสร้างรายได้ เพราะ LEO กำลังลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจ Freight เพียงอย่างเดียว แล้วขยายไปยังธุรกิจที่มีโอกาสสร้างรายได้ประจำและเพิ่ม Margin ได้มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจ Self-Storage และ Container Depot ซึ่งในไตรมาส 2/2569 มีรายได้เพิ่มขึ้น 32% QoQ และ 87% YoY ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบครึ่งปีแรก รายได้ของกลุ่มธุรกิจดังกล่าวเติบโตถึง 196% YoY
การเติบโตดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมจากแนวทาง Jump+ ซึ่งบริษัทวางไว้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ และเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ 3×6 Growth Matrix ที่มุ่งสร้างการเติบโตในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการขยายเส้นทางขนส่ง การเพิ่มบริการขนส่งข้ามแดน การขนส่งทางราง ตลอดจนการพัฒนาธุรกิจ Self-Storage และ Cold Chain โดยบริษัทตั้งเป้าหมายผลักดัน EBITDA เพิ่มขึ้น 45% สู่ระดับ 50-55 ล้านบาทภายในปี 2571
ขณะเดียวกัน ธุรกิจขนส่งทางราง ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญ โดยบริษัทในกลุ่มอย่าง LaneXang Express และ Sritrang-Leo Multimodal Logistics มีรายได้รวมในช่วงครึ่งปีแรก 192 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% YoY สะท้อนว่าการลงทุนและการขยายบริการไปสู่รูปแบบการขนส่งที่หลากหลายเริ่มสร้างผลตอบแทนกลับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ภาพดังกล่าวมีความสำคัญต่อ LEO เพราะธุรกิจโลจิสติกส์มีความอ่อนไหวต่อวัฏจักรการค้าโลก ค่าระวาง และปริมาณการขนส่ง การมีธุรกิจหลายประเภทเข้ามาช่วยเสริมกันจึงเป็นการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเครื่องยนต์เดียว ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถเพิ่มรายได้จากตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูง
สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทประเมินว่าปริมาณการขนส่งและอัตราค่าระวางที่ยังทรงตัวในระดับสูงจะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลการดำเนินงาน ขณะเดียวกันธุรกิจ Non-Freight และ Non-Logistics ที่เริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นจะเข้ามาช่วยสร้างความสมดุลให้กับพอร์ตมากขึ้น ทำให้โครงสร้างรายได้ของบริษัทมีความหลากหลายและมีเสถียรภาพ
และเมื่อมองไปข้างหน้า บริษัทไม่ได้วางเป้าหมายเพียงการเพิ่มยอดขาย แต่ให้ความสำคัญกับ Profitability, Efficiency และ Stability หรือการเติบโตที่ต้องสร้างกำไร เพิ่มประสิทธิภาพ และมีเสถียรภาพควบคู่กัน รวมถึงให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล สิ่งแวดล้อม และสังคม ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาโลจิสติกส์ยุคใหม่ที่ต้องตอบโจทย์ทั้งต้นทุนและความยั่งยืน
ดังนั้น ความแข็งแกร่งของ LEO ในระยะต่อไปจึงอยู่ที่การสร้าง Business Portfolio ที่หลากหลาย จากเดิมที่มีธุรกิจขนส่งเป็นแกนหลัก สู่การมีรายได้จากพื้นที่จัดเก็บสินค้า การรับฝากตู้ การขนส่งทางราง และบริการโลจิสติกส์รูปแบบใหม่ โดยหากธุรกิจเหล่านี้สามารถรักษาอัตราการเติบโตได้ตามแผน จะช่วยให้บริษัทมีโอกาสเพิ่ม EBITDA และยกระดับความสามารถในการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง
การเดินหน้าของ 3×6 Growth Matrix ควบคู่กับ Jump+ จึงถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของ LEO เพราะเป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการทำให้ผลประกอบการปี 2569 ดีขึ้น แต่เป็นการปรับฐานธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตในปี 2570-2571 และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว โดยผลงานครึ่งปีแรกที่ EBITDA เพิ่มขึ้น 15% และธุรกิจใหม่หลายส่วนเติบโตในระดับสูง ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่น่าสนใจว่าเครื่องยนต์ใหม่กำลังทำงานได้จริง