Talk of The Town

หุ้นเครื่องดื่ม หมดเสน่ห์? นักวิเคราะห์ ชี้กำไรพ้นจุดพีค เหตุอุปสงค์ลด-ต้นทุนเพิ่ม


12 มิถุนายน 2569

หุ้นเครื่องดื่ม_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

โบรกฯ ชี้หุ่นกลุ่มเครื่องดื่มกำไรผ่านจุดพีคไปแล้วตั้งแต่ไตรมาส 1/69 มองช่วงที่เหลือของปีแนวโน้มลดลง หลังต้นทุนเพิ่ม-ดีมานด์อ่อนตัวลง ดึงความน่าสนใจหุ้นลดลง คงคำแนะนำ “ถือ”

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า กลุ่มเครื่องดื่มในไทยไตรมาส 1/69 น่าจะเป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดและเป็นกำไรที่สะท้อนภาวะปกติมากที่สุดของกลุ่มในปี 2569 และกำไรจะเริ่มลดลงทั้งจากไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกัน ตั้งแต่ไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป 

โดยจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและอุปสงค์เครื่องดื่มอ่อนตัวลงอีกทั้ง ปกติกำไรครึ่งปีหลังปี 69 มักจะอ่อนแอกว่าครึ่งปีแรกปี 69 จากฤดูฝนในไตรมาส 3/69 และการปิดซ่อมบำรุงในไตรมาส 4/69 แม้ช่วงจะได้แรงหนุนจากเทศกาลเฉลิมฉลองปลายปีซึ่งช่วยดันยอดขายเครื่องดื่มชูกำลัง สุรา และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลก็ตาม 

ขณะนี้ ยังคงระมัดระวังต่อกลุ่มนี้จากต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ตาม guidance จากผู้บริหารส่วนใหญ่ด้านต้นทุนยังจำกัด รวมไปถึงการสูญเสียโมเมนตัมยอดขายต่างประเทศ (นำโดยกัมพูชา) และการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ทั้งนี้ แม้ว่านักลงทุนจะให้ความสนใจกับความขัดแย้งในอิหร่านเป็นหลัก แต่เรามองว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบต่าง ๆ เป็นความเสี่ยงต่อกำไรอย่างมีนัยสำคัญมากกว่าสำหรับ ICHI, CBG และ OSP ตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป ถึงแม้ว่าต้นทุนวัตถุดิบส่วนใหญ่ของครึ่งปีแรกปี 69 จะถูกล็อกราคาต้นทุนไว้แล้ว 

แต่ภาวะอุปทานที่ตึงตัวกำลังผลักดันให้ซัพพลายเออร์ทยอยปรับขึ้นราคา โดยที่ปัจจัยกดดันหลักประกอบด้วย ต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น ราคาอะลูมิเนียมที่อยู่ใกล้จุดสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี และราคา PET resin ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน ราคาน้ำตาลยังถือว่าอยู่ในระดับที่เป็นใจลดลงจากต้นปี 14% 

ดังนั้น ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า การเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบหลักทุก ๆ 10% อาจส่งผลให้กำไรปี 2569 ของบริษัทในกลุ่มลดลงไปราว 2-6% เมื่อมองไปในครึ่งปีหลังปี 69 คาดว่าราคาน้ำตาลจะกลายเป็นประเด็นหลักที่ตลาดจับตาจากผลกระทบจากภาวะ El Niño ที่อาจก่อให้เกิดภัยแล้งในหลายประเทศของเอเชียตั้งแต่ไตรมาส 3/69 เป็นต้นไป ซึ่งอาจพลิกสถานการณ์อุปทานส่วนเกินในปัจจุบันและกลายเป็นแรงกดดันต้นทุนรอบใหม่ของผู้ผลิตเครื่องดื่ม

ทั้งนี้ ยังคงให้น้ำหนักลงทุนกลุ่มเครื่องดื่ม “เท่ากับตลาดฯ” จากยังมีความไม่แน่นอนที่มาร์จิ้นจะกดดันกำไรจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นและรายได้ชะลอตัว ส่วน valuation ของกลุ่มเริ่มน่าสนใจลดลง โดย P/E เพิ่มขึ้นราว 1-2 เท่า นับตั้งแต่ มี.ค. 69 จากการปรับลดกำไรลงเกิดขึ้นเร็วกว่าราคาหุ้นที่ลดลง 

พร้อมกับยังคงไม่มีหุ้นเด่นในกลุ่มและคงคำแนะนำ “ถือ” จากกำไรน่าจะผ่านจุดพีคไปแล้วในไตรมาส 1/69 และปัจจัยลบส่วนใหญ่ได้สะท้อนในราคาหุ้นไปมากพอสมควรแล้ว โดยที่ลำดับความชื่นชอบคือ OSP (มูลค่าหุ้นไม่แพง อัตราการทำกำไรแข็งแกร่งและคาดอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง) รองลงมาด้วย ICHI (มูลค่าหุ้นและอัตราผลตอบแทนเงินปันผลน่าสนใจ) และ CBG (มูลค่าหุ้นสูงกว่า และกำไรมีความเสี่ยงมากกว่า)