โบรกฯ ชี้ตลาดหุ้นไทย เริ่มแพง เตือนระวังเงินไหลออกหุ้นใหญ่ แนะนำกลุ่มหุ้นราคา laggard

โบรกฯ มอง SET เริ่มไม่ถูก ระดับ P/E แตะ 16 .6 เท่า แต่เชื่อดัชนียังไม่ต่อได้ คาดระยะสั้นมีโอกาสเม็ดเงินลงทุนหมุนออกจากหุ้นขนาดใหญ่ หลังเด้งขึ้นรับข่าวกําไรเร่งตัวต่อเนื่อง พร้อมมองเม็ดเงินอาจย้ายมายังกลุ่ม “Second Wave Winners” ที่ราคายังปรับขึ้นไม่มาก
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ จํากัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า หลังจาก SET ฟื้นตัวขึ้นสู่ระดับ 1,600 จุด ทํา New high ในรอบ 3 ปี ตลาดได้สะท้อนภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเมืองผ่านการ Re-rating ไปมากแล้ว ทําให้ปัจจุบัน Valuation ของ SET กลับเข้าสู่กรอบค่าเฉลี่ยระยะยาว Earning Yield Gap (EYG) ลดลงเหลือ 4.09% ตํ่าค่าเฉลี่ยที่ 4.33% และ PE อยู่ที่ 16.6 เท่า
ดังนั้น บ่งชี้ว่า SET ไม่ได้อยู่ในระดับที่ “ถูกมาก” เหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า SET จะไม่สามารถปรับขึ้นต่อได้ เพียงแต่ปัจจัยขับเคลื่อนกําลังเปลี่ยนจาก “Valuation Expansion” ไปสู่ “Earnings Expansion” ซึ่งในอดีต SET เคยซื้อขายที่ EYG ตํ่ากว่าค่าเฉลี่ยได้ในช่วงที่นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและแนวโน้มกําไรบริษัทจดทะเบียนสามารถปรับขึ้นได้มั่นคงในระยะยาว
สำหรับการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เร่งตัวกําลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสําคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะกลาง-ยาว โดยมูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 9.66 แสนล้านบาท หรือเกือบ 70% ของทั้งปี 2568 เพียงไตรมาสเดียว ซึ่ง 90% เป็นเม็ดเงินลงทุนจากกลุ่ม อุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น Data center & Cloud services
ในขณะเดียวกันนโยบายภาครัฐที่เร่ง ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ช่วยเพิ่มความพร้อมของประเทศในการรองรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีในระยะยาว ทําให้ผลบวกจาก FDI ไม่ได้จํากัดอยู่เพียง กลุ่มนิคม แต่กระจายไปยัง Supply chain ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้รับเหมาฯ วัสดุก่อสร้าง สาธารณูปโภค พลังงาน โลจิสติกส์ และการจ้างงาน โดยเม็ดเงินจากคําขอส่งเสริมการลงทุนที่เริ่มแปลงเป็นการลงทุนจริงแล้ว หนุนภาพการปรับประมาณกําไรของบริษัทจดทะเบียนขึ้นเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ หากดูสถิติผลตอบแทนย้อนหลังรายเดือนของแต่อุตสาหกรรม พบว่าช่วงเดือนก.ค. - ก.ย. มักเป็นช่วงที่ตลาดเริ่มฟื้นตัว โดยผลตอบแทนเริ่มกระจายตัวไปยังกลุ่ม laggard มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรงพยาบาล ธนาคาร การเงิน ค้าปลีก สื่อสาร รับเหมาและพัฒนาอสังหาฯ (นิคม)
อย่างไรก็ดี หุ้นจํานวนหนึ่งในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก FDI ได้รับตัวขึ้นสะท้อนปัจจัยบวกไปพอสมควรแล้วทําให้ระยะสั้นอัพไซด์อาจจํากัด และเปิดทางให้ “Second Wave” หรือหุ้นที่ยัง laggard เมื่อเทียบกับธีมการลงทุนหลักมากขึ้น ขณะที่กําไรยังเติบโตได้และมี seasonal สนับสนุนการปรับขึ้นในระยะถัดไป
โดยหากคัดกรองหุ้นภายใต้ Coverage ตาม 3 เงื่อนไขหลัก ประกอบไปด้วย 1.เป็นหุ้นที่แนะนํา “ซื้อ” 2. มีกําไรเติบโตในปีหน้า และ 3.ราคาหุ้นจากต้นปีถึงปัจจุบันและหลังเกิดสงครามยังปรับขึ้นไม่มาก พร้อมมีปันผลสูงเกิน 4% และมีโอกาสปรับขึ้นตาม seasonal
ดังนั้น จะมีกลุ่มนิคมตาม FDI แข็งแกร่ง (PIN) กลุ่มรพ. โตจากฐานตํ่า-รายได้ผู้ป่วยประกันสังคม ฟื้นตัว (CHG) กลุ่มธนาคารจบรอบดอกเบี้ยขาลง (KTB KBANK) กลุ่ม Domestic play จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (CPN OSP KCG HMPRO KTC) สื่อสาร Defensive ที่กําไรเติบโตแข็งแกร่งและได้ผลบวกจากการขยายตัวของ Data center (ADVANC TRUE) และสินเชื่อรถบรรทุก จากราคาที่อยู่โซนล่างสะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว ขณะที่งบไตรมาส 1/69 ดีกว่าคาด (THANI)
ยอดนิยม
โบรกฯ ชี้ตลาดหุ้นไทย เริ่มแพง เตือนระวังเงินไหลออกหุ้นใหญ่ แนะนำกลุ่มหุ้นราคา laggard
หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวคึก กรุงเทพฯ กระหึ่มโลก ขึ้นแท่นเมืองแห่งคอนเสิร์ต
หุ้นเครื่องดื่ม หมดเสน่ห์? นักวิเคราะห์ ชี้กำไรพ้นจุดพีค เหตุอุปสงค์ลด-ต้นทุนเพิ่ม
กระหึ่ม! โบรกฯอัพราคา JAS หลังคว้าสิทธิถ่ายบอลโลก ลุ้นฟาดรายได้ค่าสมาชิกกว่า 4.8 พันลบ.