Talk of The Town

เปิดสูตรจับขั้ว “ตั้งรัฐบาล” เมื่อ “ภูมิใจไทย” คุมเกมอำนาจใหม่ ประเทศจะได้เสถียรภาพ หรือ ความผันผวน?


10 กุมภาพันธ์ 2569

เปิดสูตรจับขั้ว-“ตั้งรัฐบาล”_S2T-(เว็บ)_0.jpg

หลังการนับคะแนนเสียงเลือกตั้งปี 2569 (อย่างไม่เป็นทางการ) ข้อมูล เผยให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลด้วยคะแนนเสียงที่ทิ้งห่างคู่แข่งเกือบ 200 ที่นั่ง แต่ที่น่าสนใจ นับจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาล “พรรคภูมิใจไทย” จะไปร่วมกับพรรคไหน เพื่อให้ได้คะแนนเสียงรัฐบาลไม่ปริ่มน้ำ และใครมีโอกาสร่วมรัฐบาลสูง

ความเห็นนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด มองว่า การที่ภูมิใจไทยได้ประมาณ 194-198 ที่นั่ง (39-40% ของสภา) ทำให้ต้องจัดตั้งรัฐบาลร่วมเพื่อให้ได้เสียงข้างมาก 251 ที่นั่ง สถานการณ์ที่น่าจะเป็นมากที่สุดคือ "รัฐบาลร่วมภูมิใจไทย-เพื่อไทย-กล้าธรรม" ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมาก

ส่วนสาเหตุที่มองว่า 3 พรรคนี้จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันได้ จาก 1. ทั้งสามพรรคสอดคล้องทางอุดมการณ์ โดยภูมิใจไทยเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมที่ยึดในกรอบธรรมเนียมประเพณี เพื่อไทยเป็นพรรคประชานิยมที่มีจุดยืนอนุรักษ์ในหลายประเด็น และกล้าธรรมเป็นพรรคสนับสนุนกองทัพ

2. ประสบการณ์ร่วมงานกัน โดยภูมิใจไทยเคยร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทยมาก่อน ขณะที่กล้าธรรมมีรากฐานจากกองทัพและกลุ่มเกษตรกร

3. นโยบายเศรษฐกิจที่เข้ากันได้ ทั้งสามพรรคเน้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่าปฏิรูปโครงสร้าง และ 4. การคำนวณที่นั่ง 194 (ภูมิใจไทย) + 76 (เพื่อไทย) + 57 (กล้าธรรม) = 327 ที่นั่ง (65% ของสภา) โดยกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลคาดว่าจะใช้เวลา 4-6 สัปดาห์ โดยนายอนุทิน ชาญวีระกุล จะยังเป็นนายกรัฐมนตรี

โดยคาดว่ากระบวนการจัดทำงบประมาณจะล่าช้าเพียง 1-2 เดือน โดย กกต. จะใช้เวลาอนุมัติ 30 วัน เปิดสภาอีก 15 วัน รัฐบาลใหม่จะเกิดกลางเดือนเมษายน 2569 ทำให้คณะรัฐมนตรีมีเวลาประมาณ 1-1.5 เดือนในการพิจารณางบประมาณก่อนจะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะล่าช้ากว่ากรณีปกติประมาณ 1-2 เดือน

ทั้งนี้ประเมินว่าหากพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล นโยบายเศรษฐกิจของทั้งสองพรรคอาจส่งผลบวกต่อ GDP อย่างน้อย 0.12-0.5% ขึ้นอยู่กับลักษณะและขนาดของโครงการ รวมถึงความเร็วในการดำเนินการทำให้มีความเป็นไปได้ GDP ในปี 69 จะมี upside สูงกว่าเดิมที่คาดไว้ที่ 1.4% โดยอาจอยู่ที่ 1.5-2.0% (Base case มองว่ามี upside ประมาณ +0.3% โดยคำนวณจากโครงการที่มีความเป็นไปได้ที่จะสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว เช่น พักหนี้ 3 ปี, คนละครึ่งพลัส, กู้ฉุกเฉิน 5 หมื่นบาท, ลดค่าไฟฟ้า ≤ 3 บาทต่อหน่วย ของพรรคภูมิใจไทย และ รถไฟฟ้า 20 บาท รวมทั้ง Feeder 10 บาท และบัญชีดีล้างหนี้นอกระบบของเพื่อไทย)

ส่วนความเห็นนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดว่าภูมิใจไทยจะเชิญพรรคเพื่อไทย ซึ่งได้ 76 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 22 ที่นั่ง และพรรคขนาดเล็กอีก 3 พรรค รวม 12 ที่นั่ง เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเสียงข้างมาก 304 ที่นั่งในสภา

คาดว่าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีจะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการภายในต้นเดือนพฤษภาคม หลังจากนั้นคาดว่าจะเห็นการดำเนินนโยบายหลายประการในช่วง 100 วันแรกของรัฐบาล โดยลำดับความสำคัญอันดับแรกน่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นการบริโภคและช่วยลดค่าครองชีพ ซึ่งเป็นนโยบายในลักษณะเดียวกับที่รัฐบาลก่อนหน้าเคยดำเนินมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเรามองว่าน้ำหนักเชิงบวกมีจำกัด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สำคัญกว่าคือ คาดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่จะผลักดันกระบวนการอนุมัติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แบบ FastPass ซึ่งอาจช่วยปลดล็อกโครงการลงทุนมูลค่ารวม 1.9 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะเห็นการเร่งรัดการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ในแผน มูลค่าราว 1.5 ล้านล้านบาท รวมถึงการสรุปข้อตกลงทางการค้าเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยหนุนการส่งออกของไทย มาตรการเหล่านี้มีแนวโน้มส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนตั้งแต่ ครึ่งหลังปี 2569 เป็นต้นไป

โดยยังคงแนะนำหุ้นที่ได้อานิสงส์จาก “election rally” ได้แก่ กลุ่มไฟแนนซ์ (MTC) กลุ่มท่องเที่ยว (MINT) กลุ่มสื่อสาร (TRUE) และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (AP) โดยมุมมองยังไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ หุ้นที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากการเร่งอนุมัติ FDI และข้อตกลงทางการค้า ยังสอดคล้องกับธีมหลักของเราในปี 2569 (FDI, ดาต้าเซ็นเตอร์ และการค้า) ดังนั้น เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA, AMATA) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (ITC) และหุ้นอิเล็กทรอนิกส์บางตัวที่คัดเลือกแล้ว (CCET)

ด้านความเห็นนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่า ในการจับขั้วเพื่อตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เป็นที่แน่นอนแล้วว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสม ทั้งนี้ จากการแถลงของหัวหน้าพรรคประชาชนว่าจะไม่จับมือกับพรรคภูมิใจไทย จึงทาให้มีโอกาสสูงที่พรรคประชาชนจะเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มเดินหน้าเจรจากับพรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม เพื่อหาสูตรการจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคงและลงตัว

แต่เนื่องจากการที่พรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นแกนนำรัฐบาลผสมชุดใหม่เป็นไปตามมุมมองกลยุทธ์ไตรมาส 1/69 อยู่แล้ว จึงยังคงเป้าดัชนี SET สิ้นปี 2569 ไว้เท่าเดิมที่ 1,430 จุด ทั้งนี้คาดว่าความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจจะส่งผลบวกต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง, นิคมอุตสาหกรรม และ กลุ่มผู้บริโภค แต่อานิสงส์ของกลุ่มผู้บริโภคจะน้อยกว่าสองกลุ่มแรก เนื่องจากเศรษฐกิจโตช้าใน 1H69 และ เรามองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่จะมีขนาดปานกลางเพื่อรักษาวินัยทางการคลังของไทยเอาไว้ เราเลือก STECON* และ WHA* เป็นหุ้นเด่น รวมถึงหุ้นผู้บริโภคบางตัวอย่างเช่น CPALL* และ CPN*

ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ประเมิน 2 Scenario ของการจัดตั้งรัฐบาลต่อจากนี้ 1. รัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ผสมกับพรรคกล้าธรรม (พรรคประชาธิปัตย์) และพรรคขนาดเล็กอื่นๆ ซึ่งจะทำให้จำนวนเสียงฝั่งรัฐบาลในสภามีอยู่ประมาณ 280 เสียงบวกลบแม้อาจจะไม่ถึง 300 เสียง แต่ประเมินว่าการบริหารจัดการตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรีต่างๆจะเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งถือเป็นฉากทัศน์ที่ยอมรับได้

2. รัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ผสมกับพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคขนาดเล็กบางพรรค ซึ่งจะทำให้เสียงฝั่งรัฐบาลในสภาจะทะลุระดับ 300 เสียง ไปอยู่ที่ราว 330 เสียง หากออกมาในกรณีนี้ ช่วงแรกอาจมีความตะกุกตะกักในการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีบ้าง แต่หากผ่านไปได้ จะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลในช่วง 4 ปีข้างหน้ามีความแข็งแกร่งอย่างสูง

ประเมินผลลัพธ์ของการจัดตั้งรัฐบาลไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบที่ 1 หรือ 2 มีโอกาสจะส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่มักให้น้ำหนักกับความเสถียรภาพเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปได้ว่าเราอาจเห็นนักลงทุนกลุ่มนี้มีการเดินหน้าซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อไป หลังจากที่มีการซื้อสุทธิ (นับจากต้นปีถึงปัจจุบัน) ไปแล้วกว่า 1.5 หมื่นล้านบาทคล้ายกับภาพที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งปี 54 ที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายเกินครึ่ง (Landslide)

ดังนั้นจากผลการเลือกตั้งที่ออกมามี Positive surprise จึงยกระดับแนวรับดัชนีเดือนนี้ขึ้นจากเดิม โดยให้ระดับแนวรับแรกอยู่ที่ 1,350 จุด และระดับแนวรับสำคัญอยู่ที่ 1,320 จุด ในเชิงกลยุทธ์ หากดัชนียังไม่ได้ปรับขึ้นไปที่ระดับแนวต้าน 1,390 จุด แนะนำเก็งกำไรไปยังตัวหุ้นที่คาดว่าจะได้Sentiment เชิงบวกจากแนวนโยบายหาเสียงหลักของพรรคภูมิใจไทย

ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการชี้ว่า พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้จำนวนส.ส. มากกว่าที่คาดการณ์ จึงสามารถเข้ากุมบังเหียนกระทรวงสำคัญได้มากขึ้น โดยเชื่อว่า พรรคภูมิใจไทย มีโอกาสสูงที่จะจับมือกับพรรคเพื่อไทย (พท.) เพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่อย่างที่คาดไว้ก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทย ทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงคาดว่าตลาดน่าจะตอบสนองในเชิงบวกเพราะคาดหวังกับ เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่และการสานต่อนโยบาย ขณะที่แนะนำให้นักลงทุนย้ายการลงทุนจากหุ้นและ กลุ่มปลอดภัย (defensive) ที่outperform ตลาดแล้ว อย่างเช่นกลุ่มโทรคมนาคม, กลุ่มพลังงานและกลุ่ม ธนาคาร มายังกลุ่มที่ยังคงเป็น laggard อย่างเช่นกลุ่มการแพทย์, กลุ่มท่องเที่ยว, กลุ่มสินชื่อเพื่อผู้บริโภค และ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม

ดังนั้น ภาพการเมืองไทยที่ชัดเจนขึ้นน่าจะดึงดูดให้มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามามากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นไทย โดยปรับเพิ่มเป้าดัชนี SET เป็น 1,480 จุด จากเดิม 1,400 จุด

เปิดสูตรจับขั้ว-“ตั้งรัฐบาล”_0.jpg