Talk of The Town

PTTEP ลุ้นกำไรไตรมาส 2 โบรกฯ คาดโกย 2.66 หมื่นลบ. ทะยานแรงสุดของปีนี้


20 กรกฎาคม 2569

PTTEP ลุ้นกำไรไตรมาส 2_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

จับตางบไตรมาส 2 PTTEP โบรกฯ คาดฟาดกำไรโตแรง 2.66 หมื่นล้านบาท ทะยานเกือบเท่าตัว  หลังราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่เพิ่มขึ้น 20% บุ๊กกำไรพลิกป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน 2.9 พันล้านบาท ดันกำไรครึ่งแรกของปี 2569 จะอยู่ที่ 3.85 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 28%

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาดว่ากำไรไตรมาส 2/2569 PTTEP จะเป็นจุดสูงสุดของปี โดยคาดว่า PTTEP จะมีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2569 ที่ 2.66 หมื่นล้านบาท (กำไรต่อหุ้น (EPS) 6.71 บาท) เพิ่มขึ้น 97% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 125% จากไตรมาสก่อน จากราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่เพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 15% จากไตรมาสก่อน

โดยปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 2% จากไตรมาสก่อน รวมถึงการพลิกกลับมามีกำไรจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันจำนวน 2.9 พันล้านบาท จากขาดทุน 8.8 พันล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนต่อหน่วยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสก่อน เป็น 30 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากปริมาณการขายน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น การตัดจำหน่ายหลุมสำรวจที่ไม่พบปิโตรเลียม (Dry Wells) และค่าภาคหลวงที่สูงขึ้น ทั้งนี้ คาดว่ากำไรครึ่งแรกของปี 2569 จะอยู่ที่ 3.85 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 48% ของประมาณการกำไรทั้งปี

สำหรับไตรมาส 3/2569 คาดว่ากำไรจะอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อน แต่ยังเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง ปริมาณขายที่ลดลง ต้นทุนต่อหน่วยที่สูงขึ้น และกำไรจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันที่ลดลง 

ทั้งนี้ ระหว่างการ conference call PTTEP มีแผนหยุดซ่อมบำรุงตามแผนที่แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติหลักในอ่าวไทย หลังจากที่มีการส่งมอบก๊าซในปริมาณที่สูงขึ้นในช่วงสงครามตะวันออกกลางในไตรมาส 2/2569 ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยในไตรมาส 3/2569 เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน 

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบดูไบจากต้นไตรมาส 3 ถึงปัจจุบัน (QTD) ปรับลดลงมากกว่า 30 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากราคาเฉลี่ยในไตรมาส 2/2569 นอกจากนี้ ไตรมาส 4/2569 คาดว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลงต่อ เนื่องจากตลาดมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะอุปทานล้นตลาดที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ต้นทุนต่อหน่วยในไตรมาส 4 โดยปกติจะเป็นระดับสูงสุดของปีอยู่แล้ว

ดังนั้นคำแนะนำตั้งอยู่บนมุมมองว่า อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนในระยะกลางยังไม่น่าสนใจ แม้คาดว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าจากกระแสการเก็งกำไรประเด็นการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในระดับสูง แต่ราคาหุ้นอาจกลับมาอ่อนตัวภายใน 5–10 วัน หลังจากนั้น เนื่องจากนักลงทุนมีแนวโน้มกลับมาให้ความสำคัญกับประเด็นภาวะอุปทานน้ำมันดิบส่วนเกิน โดย IEA คาดว่าภาวะอุปทานน้ำมันดิบส่วนเกินอาจเพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านบาร์เรล/วัน ภายในปี 2570 จากอุปทานเพิ่มเติมของอิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ดังนั้น จึงคงคำแนะนำ “ถือ” และราคาเป้าหมายที่ 152 บาท ซึ่งประเมินด้วยวิธีคิดลดเงินสด (DCF)