Talk of The Town

BTS สาหัส! โบรกฯ ชี้งบขาดทุนยาวถึงปี 71/72 ผู้ถือหุ้นรอเก้อ! คาดไม่มีปันผล


08 ตุลาคม 2569

BTS สาหัส_S2T (เว็บ)_0.jpg

BTS แรงกดดันอีกยาว โบรกฯ คาดว่าจะยังขาดทุนต่อเนื่องจนถึงงวดปี 2571/72 พร้อมทั้งไม่มีการจ่ายเงินปันผลในช่วงดังกล่าว ชี้หนี้สินสุทธิที่ 1.33 แสนล้านบาท ยังคงเป็นปัจจัยกดดันให้ BTS ขาดทุนต่อไป

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า คาดว่า BTS จะขาดทุนสุทธิ 2.46 พันล้านบาทในงวดผลประกอบการงวดปี 2569/70 (1 เม.ย. 2569 - 31 มี.ค. 2570) ซึ่งสอดคล้องกับผลขาดทุนสุทธิในไตรมาส 1 ปี 69/70 ที่ 728 ล้านบาท (ก่อนรายการพิเศษ) และคาดว่าจะยังขาดทุนต่อเนื่องจนถึงงวดปี 2571/72 พร้อมทั้งไม่มีการจ่ายเงินปันผลในช่วงดังกล่าว 

สำหรับประมาณการยังไม่ได้รวมผลกระทบจากการขายสินทรัพย์และมาตรการลด SG&A เนื่องจากบริษัทยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดหรือกรอบเวลาที่ชัดเจน 

ดังนั้น จึงยังคงคำแนะนำ “ถือ” สำหรับ BTS และมูลค่าที่เหมาะสมที่ 3.00 บาท ส่วนความเสี่ยงสำคัญต่อประมาณการ ได้แก่ ความล่าช้าในการลดต้นทุนหรือการขายสินทรัพย์ ความล่าช้าในการเปิดให้บริการโครงการใหม่ การเติบโตของจำนวนผู้โดยสารที่ต่ำกว่าคาด และภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจากการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการ UTA และบ้านชาวไทย

ทั้งนี้ภายหลังการเข้าร่วมงาน TISCO Corporate Day เรายังคงคำแนะนำ “ถือ” สำหรับ BTS และคงมูลค่าที่เหมาะสมไว้ที่ 3.00 บาท แม้ว่าความสามารถในการทำกำไรจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น แต่คาดว่าจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการนำระบบตั๋วร่วมมาใช้ การเปลี่ยนรูปแบบรายได้จากการแบ่งกำไรกับ BTSGIF ไปเป็นค่าธรรมเนียมการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) หลังปี 2572 รวมถึงผลประกอบการที่ดีขึ้นของบริษัทย่อย 

อย่างไรก็ตาม แผนการลดค่าใช้จ่ายในการบริหารและการขาย (SG&A) ซึ่งเพิ่มขึ้น 31%  สู่ 1.94 พันล้านบาทใน ไตรมาส 1 ปี 2569/70 และต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับ 1.94 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับหนี้สินสุทธิปรับปรุงแล้วที่ 1.33 แสนล้านบาท ยังคงเป็นปัจจัยกดดันให้ BTS ขาดทุนต่อไป

โดยฝ่ายบริหารยังคงตั้งเป้าเริ่มใช้ระบบตั๋วร่วมในเดือนมกราคม 2570 โดยคาดว่ากระแสเงินสดของผู้ประกอบการจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากภาครัฐจะสนับสนุนค่าโดยสารให้แก่ผู้โดยสารในรูปแบบรายวัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการยังคงได้รับค่าโดยสารเต็มจำนวน ขณะที่จำนวนผู้โดยสารฐานและค่าธรรมเนียม O&M ยังอยู่ระหว่างการเจรจา โดยการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารที่สูงกว่าระดับฐานจะถูกแบ่งผลประโยชน์ให้ภาครัฐ ผู้โดยสารของสายสีชมพูและสายสีเหลืองส่วนใหญ่เป็นผู้เดินทางระยะไกลจากพื้นที่ชานเมือง 

ดังนั้นทั้งสองสายจึงมีแนวโน้มเข้าใกล้จุดคุ้มทุนได้เร็วขึ้น (ประมาณ 150,000 เที่ยวต่อวัน) โดยเฉพาะสายสีชมพูที่คาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้น 20-30% ขณะที่จำนวนผู้โดยสารสายสีเขียวมีแนวโน้มเติบโตในระดับเลขสองหลัก อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารประมาณครึ่งหนึ่งใช้บริการเฉพาะสายสีเขียวและชำระค่าโดยสารต่ำกว่า 45 บาทต่อเที่ยว จึงไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากระบบดังกล่าว ดังนั้น บัตร Rabbit EMV ซึ่งมีแพ็กเกจบัตรโดยสารรายเดือนและสิทธิประโยชน์ด้านส่วนลดจากร้านค้าต่าง ๆ น่าจะช่วยรักษาฐานผู้ถือบัตรซึ่งมีอยู่ประมาณ 20 ล้านรายได้

สำหรับแผนลดค่าใช้จ่าย SG&A คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปีจึงจะเริ่มเห็นผลอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การขายสินทรัพย์จะช่วยลดภาระหนี้และต้นทุนดอกเบี้ยในระยะต่อไป นอกจากนี้ BTS มีแผนเปลี่ยนจากการรับส่วนแบ่งกำไรจาก BTSGIF (ถือหุ้น 33.3%) ไปเป็นสัญญา O&M ระยะเวลา 13 ปี หลังสัมปทานของ BTSGIF สิ้นสุดลงในปี 2572

โดยส่วนแบ่งกำไรจาก BTSGIF อยู่ที่เพียง 276 ล้านบาทใน 2568/69 เนื่องจากภาระการตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้จาก O&M มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 6.41 พันล้านบาทในปี 2573/74 เป็น 8.94 พันล้านบาทในปี 2584/85

ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการเติบโตของกำไรในระยะยาว ในส่วนของโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ ได้แก่ สายสีส้มส่วนตะวันออก (เปิดให้บริการปี 2571) สายสีส้มส่วนตะวันตก (ปี 2573) และสายสีม่วงใต้ (ปี 2573) คาดว่าจะช่วยส่งต่อผู้โดยสารบางส่วนเข้าสู่สายสีเขียว ขณะที่รายได้จากโครงการ “บ้านชาวไทย” ยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะเริ่มสร้างรายได้อย่างมีนัยสำคัญ

BTS