Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 08–10-2569 (วงการหุ้นฉาวอีกแล้ว!!!! โป๊ะแตก!? “ฝรั่งซื้อ” แต่โบรกจ่าย)


08 ตุลาคม 2569

Gossip Station วงการหุ้นฉาวอีกแล้ว!!!! 1-1_0.jpg

โอ้โห…เรื่องนี้ต้องบอกว่า ไม่ธรรมดาเลยค่าาา!! กลิ่นตุๆ โชยมาอย่างแร๊งงงงง!!!  แมงเม้าท์บินหึ่งงงงงง มารายงานว่าในการประชุมวิสามัญแห่งเมืองสาระขันเมื่อวันก่อน (6 ต.ค.) เดือดหนักมาก!!!! เกิดการปะทะเดือดจากประเด็นข้อมูล “ซื้อขายแยกประเภทนักลงทุน” ที่พวกเราได้รับรายงานจากตลาดฯ กันทุกวันนั่นแหละค่ะ

เรื่องมันมีอยู่ว่า สมาชิกขอให้ตรวจสอบว่า ลูกค้าต่างชาติกลุ่ม HFT ของบางโบรกเกอร์ มีการซื้อขายผ่านพอร์ตลงทุนของโบรกเอง หรือที่เรียกว่า Prop Trade หรือไม่? ถ้าใช่…คำถามง่ายๆ แต่ดูเหมือนจะตอบยากก็คือ แล้วทำไมรายการที่ซื้อขายในพอร์ตโบรก และโบรกเป็นคนจ่ายค่าซื้อ ถึงถูกติดเครื่องหมาย “F” แล้วนับเป็นยอดของ Foreign? ทั้งที่ถ้าเป็นพอร์ตโบรกก็น่าจะเป็น “P” หรือ Prop Trade ตามประเภทบัญชีจริงไม่ใช่หรือ?

พีคกว่านั้น เมื่อผู้บริหารโบรกเกอร์ขอให้ยืนยันกันให้ชัดๆ ว่า ตกลงมีหรือไม่มีกรณีที่ HFT ซื้อขายอยู่ในบัญชีลงทุนของโบรกเอง ปรากฏว่าคำชี้แจงจากอีกฝั่งฟังแล้วชวนให้สงสัยว่า อาจตรวจสอบไปไม่ถึงระดับนั้น…อ้าว! ถ้าข้อมูลว่าใครเป็นเจ้าของบัญชี ใครเป็นคนส่งคำสั่ง และใครเป็นคนจ่ายเงินจริง ยังตรวจสอบไม่ถึง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่ซื้อจริงๆ คือใคร?

ส่วนคำถามเด็ดว่า “ทำไม Prop Trade ถึงถูกนับเป็น Foreign?” ก็มีคำชี้แจงในทำนองว่า ที่ดำเนินการแบบนี้เป็นเพราะ “เจตนาดี” …โอ้โห! คำว่าเจตนาดีนี่ทรงพลังจริงๆ ค่ะ เพราะถ้าใช้ได้กับข้อมูลตลาดทุน ต่อไปอะไรไม่ตรงเกณฑ์ก็อาจอธิบายด้วยคำนี้ได้หมดหรือเปล่า?

บรรดาโบรกเกอร์จึงตั้งคำถามว่า ปกติพอร์ตลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์ไม่ควรถูกนับเป็นการลงทุนของนักลงทุนประเภทใดอยู่แล้ว แล้วเหตุใดกรณีนี้จึงถูกนับเป็น Foreign ให้กับบางโบรกเกอร์ แถมยังมีผลต่อ Market Share ของโบรกเกอร์อีกด้วย งานนี้จึงไม่ได้มีแค่เรื่อง “ตัวเลขผิดหรือถูก” แต่มีเรื่อง ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ และกติกาเดียวกันใช้กับทุกคนหรือเปล่า?

ที่น่าห่วงกว่าคือ ข้อมูล Foreign ไม่ได้เป็นตัวเลขเอาไว้ดูเล่นๆ เพราะนักลงทุน นักวิเคราะห์ รวมถึงหน่วยงานเศรษฐกิจต่างๆ นำไปใช้ประเมิน Fund Flow และทิศทางเศรษฐกิจ หากตัวเลขที่เห็นว่า “ฝรั่งซื้อหนัก” มีบางส่วนเป็นรายการที่โบรกเกอร์ในประเทศเป็นคนควักเงินจ่ายแทน ก็ต้องถามกันตรงๆ ว่า เงินต่างชาติไหลเข้าจริงเท่าไหร่กันแน่?

และเรื่องนี้ยังโยงไปถึงผลิตภัณฑ์ Portfolio Total Return Swap หรือ TRS ซึ่งมีการระบุว่า โบรกเกอร์ทำข้อตกลงกับนักลงทุนต่างชาติกลุ่ม HFT แล้วซื้อขายหุ้นผ่านพอร์ตของโบรก โดยโบรกเป็นผู้ชำระเงิน ขณะที่ HFT วางหลักประกันราว 5–10% และมีต้นทุนดอกเบี้ยประมาณ 2–3% เมื่อเทียบกับนักลงทุนทั่วไปที่ใช้ Margin ซึ่งมีภาระหลักประกันและต้นทุนสูงกว่า ก็ยิ่งเกิดคำถามว่า นี่คือการแข่งขันที่แฟร์จริงหรือ?

นักลงทุนรายหนึ่งถึงกับถามแรงๆ ว่า ถ้าต่างชาติได้ต้นทุน ได้โครงสร้าง และได้เงื่อนไขที่ดีกว่านักลงทุนไทยไปหมด แล้ว “นักลงทุนไทยจะเหลืออะไร?” …เจ๊จิ๋มก็อยากรู้เหมือนกัน!

อย่างไรก็ตาม  สรุปของที่ประชุมเมืองสาระขันคือรับปากว่าจะปรับข้อมูลให้กลับมาเป็นไปตามประเภทบัญชีและเจ้าของตามกฎหมาย พร้อมคำนวณย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี โดยคาดว่าจะดำเนินการภายใน 31 ต.ค. นี้

แต่ประเด็นที่ยังคาใจก็คือ หากข้อมูลก่อนหน้านี้คลาดเคลื่อนจริง แล้วความรับผิดชอบอยู่ตรงไหน? เพราะมีการระบุว่าจะไม่มีการลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยให้เหตุผลว่าเป็นการทำไปด้วย “ความหวังดี”

แหม…ถ้าเป็นอย่างนั้น เจ๊จิ๋มขอฝากคำถามแทนนักลงทุนหน่อยค่ะว่า ตลาดทุนต้องการ “ข้อมูลที่ถูกต้อง” หรือ “เจตนาดี” กันแน่?

ยิ่งวันที่ 6 ต.ค. ที่ผ่านมา ตัวเลข Foreign ถูกนับว่ามีสัดส่วนการซื้อขายเกือบ 60% ส่วนเมื่อวาน 7 ต.ค.มีการซื้อขายราว 57% ของตลาด ยิ่งน่าจับตาว่า ในตัวเลขก้อนโตๆ นี้ มีเงินต่างชาติจริงเท่าไหร่ และมีเงินที่โบรกเกอร์เป็นคนจ่ายแทนเท่าไหร่?

เพราะถ้าวันหนึ่งแก้ตัวเลขย้อนหลังแล้ว “ฝรั่งซื้อ” หายไปบางส่วน…นักลงทุนอาจต้องกลับมาถามกันใหม่ว่า ที่ผ่านมาเรากำลังดู Fund Flow ของฝรั่ง หรือกำลังดู “เงินโบรกในชื่อฝรั่ง” กันแน่?

งานนี้เจ๊จิ๋มบอกเลยค่ะ…ตัวเลขอาจแก้ได้ แต่ความเชื่อมั่นที่เสียไป แก้ง่ายหรือเปล่า…อันนี้น่าคิดนะคะ!!