Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 05-10-2569 (“การบินไทย” สนุกสนานยิ่งนัก! เปลี่ยนตัว DD แล้วจะดีขึ้นมั้๊ย?)

เป็นแค่คำเปรียบเปรยจากเจ๊นะที่ตั้งหัวเรื่องว่า “การบินไทย”สนุกสนานยิ่งนัก! เพราะแท้ที่จริงแล้วมันไม่ได้สนุกสนานเลย..จากน้ำท่วมลุกลามสู่การบริหารจัดการ และนำมาสู่การแจ้งเรื่องให้ “ชาย เอี่ยมศิริ” พ้นจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือที่เค้าเรียกันว่า DD นั้่นแหล่ะ!!! ขณะเดียวกันบอร์ด THAI ได้แจ้งเรื่องแต่งตั้ง “สัมฤทธิ์ สำเนียง” ขึ้นมาทำหน้าที่รักษาการแทนชั่วคราว
คำถามคือ “สัมฤทธิ์ สำเนียง” มีศักยภาพแค่ไหน??? จะทำได้ดีรึป่าว???
คำตอบที่เจ๊ไปค้นหามาได้คือ “สัมฤทธิ์ สำเนียง” และทีมผู้บริหารสายงานหลัก (เช่น ฝ่ายการเงิน กลยุทธ์องค์กร และสายช่าง) เป็นชุดผู้บริหารที่ร่วมขับเคลื่อน กระบวนการฟื้นฟูกิจการ และการปรับโครงสร้างทุนร่วมกับการบินไทยมาตั้งแต่ต้น มีความเข้าใจโครงสร้างต้นทุน โมเดลธุรกิจใหม่ และวินัยทางการเงินเป็นอย่างดี (ที่ผ่านมาระหว่างปี 2562-2567 ดำรงตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินและการบัญชี บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP)
แต่!!! ก้อมีข้อจำกัดระยะสั้น คือ งานเร่งด่วนไม่ใช่เรื่องโครงสร้างทางการเงิน แต่เป็น การแก้ปัญหาปฏิบัติการ ทั้ง การบริหาร Outsource และการบริหารคนในบริการภาคพื้น ความท้าทายหลักของรักษาการ DD คือการเร่งกู้ความเชื่อมั่นของลูกค้าและฟื้นฟูมาตรฐานบริการให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว
ความคืบหน้าล่าสุดจนถึงวันที่ 4 ต.ค.69 ที่เจ๊ได้รับข้อมูลมาคือ “คลี่คลายลงมาก” โดยเหลือกระเป๋าตกค้างประมาณ 982–1,092 ใบ ซึ่งกำลังเร่งทยอยนำส่งคืนผู้โดยสารทั้งหมดภายในวันนี้ ..จากเดิมที่มีกระเป๋าตกค้างสะสมกว่า 10,000 ใบ ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2569 เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมขังกระทบการเดินทางของพนักงานและอุปกรณ์ภาคพื้นขัดข้อง ..ส่วนการให้บริการเที่ยวบิน ทางการบินไทย ประกาศความพร้อมเปิดให้บริการตามปกติทุกเที่ยวบินตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา
คำถามคือแล้วจะเอายังไงต่อดี? หุ้น THAI ยังเล่นต่อได้หรือไม่?
ส่วนคำตอบที่เจ๊ให้ได้คือ ในเชิงพื้นฐานระยะยาว การบินไทยกลับมาเป็นบริษัทที่มีกำไรจากการดำเนินงานแข็งแกร่ง หากมองเฉพาะความสามารถในการทำกำไร โครงสร้างทางการเงินปัจจุบันถือว่า สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้นกว่าในอดีตอย่างสิ้นเชิง
แต่ในระยะสั้น ราคาหุ้นได้รับแรงกดดันจาก 2 เด้ง คือ ข่าวการปรับเปลี่ยนผู้บริหารอย่างกะทันหัน+ปัญหาปฏิบัติการ และ ปริมาณหุ้นหมุนเวียน จากเจ้าหนี้ที่พร้อมขายทำกำไร (หุ้นแปลงหนี้เป็นทุนของเจ้าหนี้ก้อนใหญ่ คือ สถาบันการเงิน และสหกรณ์ต่างๆ มีต้นทุนค่อนข้างต่ำ ประมาณ 2.54 – 4.48 บาท ซึ่งทยอยหมดระยะเวลาห้ามขาย)
คำตอบของเจ๊คือ..อยู่ที่ใจของนักลงทุนเองว่ายังชอบหุ้นตัวนี้อยู่รึป่าว???
แต่ถ้าต้องฟันธง! ขอแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ 1. นักลงทุนระยะสั้น ที่ชอบเก็งกำไร น่าจะชะลอการลงทุน และควรถอยออกมาดูสถานการณ์จนกว่าปัญหาการบริการภาคพื้นจะคลี่คลายชัดเจน และรอให้แรงขายจากหุ้นแปลงหนี้ชะลอตัวลง 2.นักลงทุนระยะยาว อาจจะทยอยสะสมเมื่อราคาย่อตัวปัจจัยพื้นฐานและโครงสร้างทุนหลักไม่เสียไป หากราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากข่าวร้ายระยะสั้นจน Valuation ลงมาอยู่ในระดับน่าดึงดูด จะเป็นโอกาสเข้าสะสม
ส่วนทิศทาง SET INDEX ของเราสัปดาห์นี้ (5–9 ตุลาคม 2569) เท่าที่เจ๊จิ๋มหาข้อมูลจากโบรกเกอร์ชั้นนำ พบว่าหลายสำนักยังมองตลาดอยู่ในโหมด “แกว่งตัวผันผวน แต่มีโอกาสรีบาวด์เป็นระยะ” มากกว่าจะเป็นขาขึ้นแบบเต็มตัว เพราะยังมีปัจจัยที่ต้องระวังทั้ง Fund Flow ต่างชาติ ค่าเงินบาท สถานการณ์ตะวันออกกลาง รวมถึงความกังวลต่อเศรษฐกิจโลก
สำหรับกรอบดัชนีสัปดาห์นี้ เจ๊จิ๋มเห็นว่ามุมมองของ บล.กสิกรไทย น่าสนใจไม่น้อย โดยประเมินว่า SET สัปดาห์นี้จะแกว่งในกรอบ 1,525–1,615 จุด มีแนวรับแรกที่ 1,550 จุด และแนวรับถัดไป 1,525 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,590 และ 1,615 จุด โดยปัจจัยที่ต้องติดตามยังมีทั้งเงินเฟ้อไทย ผลกระทบจากน้ำท่วม ทิศทางเงินทุนต่างชาติ และสถานการณ์ตะวันออกกลาง
ส่วนปัจจัยแรกที่ต้องจับตาคือเงินเฟ้อไทยเดือนกันยายน เพราะตัวเลขดังกล่าวมีผลต่อมุมมองเรื่องดอกเบี้ยและกำลังซื้อในประเทศ หากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ก็จะช่วยเปิดช่องให้นโยบายการเงินยังอยู่ในทิศทางผ่อนคลาย ซึ่งเป็นบวกต่อหุ้น Domestic Play โดยเฉพาะกลุ่มไฟแนนซ์ ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์
อีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้คือ Fund Flow ต่างชาติ หลังตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเผชิญแรงขายจากต่างชาติ ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าลงแตะระดับ 33.71 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนสุดในรอบกว่า 2 เดือน ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวช่วงปลายสัปดาห์ ดังนั้น หากเงินบาทเริ่มทรงตัวและเห็นต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ ก็มีโอกาสช่วยให้หุ้นขนาดใหญ่กลับมาเป็นตัวนำตลาดได้ โดยเฉพาะ ADVANC, DELTA, GULF, KBANK, BBL และ PTTEP
นอกจากนี้ สถานการณ์ตะวันออกกลางก็ยังเป็นอีกตัวแปรสำคัญ เพราะหากความขัดแย้งกลับมารุนแรง ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับขึ้น และจะกลายเป็นแรงกดดันต่อหุ้นสายการบิน ขนส่ง และธุรกิจที่มีต้นทุนพลังงานสูง แต่หากสถานการณ์คลี่คลาย ราคาน้ำมันมีโอกาสอ่อนตัวลง ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนของหลายธุรกิจและเอื้อต่อบรรยากาศการลงทุน ขณะที่หุ้นสำรวจและผลิต รวมถึงโรงกลั่นบางตัว ก็จะได้ประโยชน์ตามทิศทางราคาน้ำมัน
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ เจ๊จิ๋มขอให้จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และท่าทีของ Fed เพราะข้อมูลเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อ Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์ หากตลาดเริ่มเชื่อว่า Fed มีโอกาสผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น ก็จะเป็นบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ รวมถึงหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและดิจิทัลอย่าง DELTA, ADVANC และ GULF
ส่วนหุ้นเด่นที่น่าจับตาในสัปดาห์นี้ โบรกเกอร์หลายแห่งยังเน้นกลยุทธ์ “เลือกหุ้นรายตัว” มากกว่าการไล่ซื้อทั้งตลาด โดย บล.เอเซีย พลัส ประเมินเป้าหมาย SET สิ้นปี 2569 ที่ 1,720 จุด และแนะนำหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จาก High Season และ Low Base Effect ได้แก่ CPN, CBG, THAI, BDMS, BBL, COM7, STECON และ GUNKUL