รายงานพิเศษ : SCC ปลดล็อกโรงโอเลฟินส์ ROC กลับมาเดินเครื่อง หนุนธุรกิจเคมีฯ บล.กรุงศรีคงคำแนะนำ “ซื้อ” ชูเป้า 315 บาท

โรงงานโอเลฟินส์ของ ROC กลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง ถือเป็นสัญญาณบวกต่อ SCC หลังหยุดผลิตชั่วคราวจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของการผลิตและเปิดทางให้ธุรกิจเคมีภัณฑ์กลับมาเก็บเกี่ยวประโยชน์จากจังหวะฟื้นตัวของอุตสาหกรรม ขณะที่ บล.กรุงศรียังคงคำแนะนำ Buy ราคาเป้าหมาย 315 บาท พร้อมมอง SCC เป็นหนึ่งในหุ้นเด่นรับวัฏจักรปิโตรเคมีฟื้นตัว
การกลับมาเดินเครื่องโรงงานโอเลฟินส์ของบริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด หรือ ROC ซึ่งเป็นธุรกิจในกลุ่ม บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เมื่อวันที่ 17 ก.ย.69 ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยปลดล็อกแรงกดดันต่อธุรกิจเคมีภัณฑ์ หลังจากโรงงานต้องหยุดเดินเครื่องชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค. 69 เนื่องจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยก่อนกลับมาเดินเครื่อง ROC ได้ประเมินความพร้อมด้านการดำเนินงานและมาตรฐานความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว
สำหรับ SCC การกลับมาเดินเครื่องของ ROC มีความหมายมากกว่าการที่โรงงานกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะโอเลฟินส์ ถือเป็นต้นน้ำสำคัญของธุรกิจเคมีภัณฑ์ การกลับมาผลิตจึงช่วยให้บริษัทสามารถกลับมาใช้กำลังการผลิตและบริหาร Supply Chain ได้ต่อเนื่องมากขึ้น ลดผลกระทบจากการหยุดผลิต และเปิดโอกาสให้ธุรกิจกลับมาเก็บเกี่ยวรายได้จากการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้ตามปกติ
ประเด็นที่น่าสนใจคือ บล.กรุงศรีมีมุมมองเชิงบวกต่อการกลับมาเปิดผลิตของ ROC ภายในช่วงปลายไตรมาส 3/2569 ตามเป้าหมายของบริษัท โดยมองว่าการกลับมาเดินเครื่องสะท้อนถึงความพร้อมในการดำเนินงาน แม้ตลาดยังเผชิญความผันผวนของราคา Feedstock และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน SCC ยังสามารถเพิ่มช่องทางในการจัดหา Feedstock ได้ ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและเสถียรภาพของการผลิต
มุมมองดังกล่าวมีความสำคัญต่อการประเมินแนวโน้มธุรกิจเคมีภัณฑ์ของ SCC เพราะในภาวะที่ Supply Chain โลกยังมีความเสี่ยง การสามารถรักษาระดับการผลิตและบริหารวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการหยุดผลิตและเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของต้นทุนได้ โดย Krungsri Research มองว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในช่วงปี 2569–2571 ยังมีแรงกดดันจากกำลังการผลิตส่วนเกินและต้นทุน Feedstock แต่การฟื้นตัวของดีมานด์ปลายน้ำและการปรับกลยุทธ์ไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสามารถช่วยพยุงความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการได้
ขณะเดียวกัน การกลับมาเดินเครื่องของ ROC ยังมีนัยต่อแผนธุรกิจในระยะยาว โดยเฉพาะแนวคิดการศึกษาโครงการ JV ธุรกิจโอเลฟินส์ร่วมกับ PTTGC ซึ่งกรุงศรีมองว่าการกลับมาผลิตได้ท่ามกลางสถานการณ์ Supply Chain ที่ยังมีความไม่แน่นอน อาจสะท้อนว่าธุรกิจมีทางเลือกในการบริหารการผลิตมากขึ้น และไม่จำเป็นต้องลด Run Rate ของโรงงานในทุกสถานการณ์ หากสามารถบริหารแหล่ง Feedstock และ Supply Chain ได้เหมาะสม
ในมุมของนักลงทุน สิ่งที่น่าสนใจจึงอยู่ที่ “กำลังการผลิตกลับมา” ประกอบกับ “ความเชื่อมั่นของนักวิเคราะห์ยังไม่เปลี่ยนแปลง” โดย บล.กรุงศรียังคงคำแนะนำ Buy และราคาเป้าหมายปี 2027 ที่ 315 บาท พร้อมจัด SCC เป็นหนึ่งในหุ้นเด่นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของวัฏจักรปิโตรเคมี
กรุงศรีมองด้วยว่า จุดแข็งของ SCC ไม่ได้อยู่เฉพาะการกลับมาเดินเครื่อง ROC แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน หลังโครงการอีเทนมีกำหนด COD ในช่วงครึ่งหลังปี 2027 รวมถึงการเป็นผู้ประกอบการรายเดียวในกลุ่มปิโตรเคมีที่มีแผนขยายกำลังการผลิต โดยคาดว่าปริมาณขายจะเติบโตเฉลี่ยราว 10% ในช่วงปี 2026–2028 จากโรงงาน LSP
นอกจากนี้ SCC ยังมีแรงหนุนจากธุรกิจอื่นในพอร์ต ทั้งธุรกิจซีเมนต์ที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเพิ่มสัดส่วน Low Carbon Cement และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ตลอดจนธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่มีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากการแข่งขันของผู้ผลิตจีนลดลง และมีโอกาสเห็นอัตรากำไรฟื้นตัว
กรุงศรีจึงประเมินว่าปัจจัยสนับสนุนหลายด้านจะช่วยผลักดันกำไรปกติของ SCC ในช่วงปี 2026–2028 ให้เติบโตในอัตรา CAGR 110% ซึ่งสะท้อนมุมมองว่าการฟื้นตัวของ SCC ไม่ได้พึ่งพาเพียงธุรกิจโอเลฟินส์ แต่เป็นการฟื้นตัวจากหลายธุรกิจพร้อมกัน
ดังนั้น การกลับมาเดินเครื่อง ROC จึงถือเป็น “จิ๊กซอว์สำคัญ” ของการฟื้นตัว เพราะช่วยให้ธุรกิจเคมีภัณฑ์กลับมาดำเนินงานตามปกติ ขณะที่ปัจจัยระยะกลางอย่างโครงการอีเทน การเพิ่มกำลังการผลิต การฟื้นตัวของธุรกิจซีเมนต์ และบรรจุภัณฑ์ เข้ามาเสริมภาพรวม