รายงานพิเศษ : NER เด่นทั้งกำไรและความยั่งยืน ลุ้นครึ่งหลังปี 69 ฟื้นแรง ESG100 ปีที่ 8 ตอกย้ำห่วงโซ่อุปทานยั่งยืน

NER กำลังเข้าสู่จังหวะการฟื้นตัวของผลประกอบการ หลังราคายางขาขึ้น ปริมาณขายกลับมาเติบโต และอัตรากำไรขั้นต้นมีโอกาสยืนเหนือ 10% ขณะที่ Supply ยางธรรมชาติที่ตึงตัวและการบังคับใช้ EUDR อาจกลายเป็นแรงส่งรอบใหม่ หนุนทั้งราคาขายและความสามารถในการทำกำไรต่อเนื่องถึงปี 2570
บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ส่งสัญญาณเข้าสู่รอบการฟื้นตัวของผลประกอบการอีกครั้ง หลังปัจจัยกดดันในช่วงก่อนหน้าค่อยๆ คลี่คลาย ขณะที่ภาพอุตสาหกรรมยางธรรมชาติกำลังมีแรงสนับสนุนใหม่จากภาวะอุปทานที่ตึงตัว ราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการบังคับใช้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรป หรือ EUDR ซึ่งอาจไม่ได้เป็นเพียงข้อจำกัดของผู้ประกอบการ แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความได้เปรียบให้กับบริษัทที่มีความพร้อมด้านมาตรฐาน การตรวจสอบย้อนกลับ และการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ
บล.หยวนต้า ประเมินว่า แนวโน้มกำไรของ บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ หรือ NER ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีโอกาสฟื้นตัวอย่างโดดเด่น จากแรงหนุนของราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้น ปริมาณขายที่เริ่มกลับมาฟื้นตัว และอัตรากำไรขั้นต้น หรือ GPM ที่มีโอกาสยืนเหนือระดับ 10% ส่งผลให้คาดว่ากำไรปกติในช่วงครึ่งหลังของปีจะอยู่ในระดับประมาณ 1,000-1,100 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับที่มีนัยสำคัญต่อประมาณการกำไรทั้งปี และอาจสร้าง Upside เพิ่มเติมจากตัวเลขคาดการณ์เดิม
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า NER อาจกำลังผ่านจุดต่ำสุดของรอบผลประกอบการ และเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ปัจจัยพื้นฐานกลับมาทำงานในทิศทางบวกมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความอ่อนไหวต่อราคาวัตถุดิบและราคาขายอย่างธุรกิจยางธรรมชาติ เมื่อราคายางปรับตัวขึ้นในจังหวะที่อุปทานของตลาดยังตึงตัว บริษัทจึงมีโอกาสบริหารราคาขายและรักษาระดับความสามารถในการทำกำไรได้ดีขึ้น
ขณะที่ภาวะ Supply ยางธรรมชาติที่ยังมีแนวโน้มตึงตัว ถือเป็นแรงหนุนสำคัญต่ออุตสาหกรรมในระยะต่อไป เพราะเมื่อปริมาณยางในตลาดไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความต้องการใช้ยังมีอยู่ ราคายางจึงมีโอกาสทรงตัวในระดับที่เอื้อต่อผู้ประกอบการมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่สามารถบริหารต้นทุนและส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญมากขึ้น คือ การบังคับใช้กฎระเบียบ EUDR หรือมาตรการที่ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของสินค้าและการตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งกำลังเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรมสินค้าเกษตรและยางธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับ NER บล.หยวนต้ามองว่าบริษัทมีโอกาสได้รับประโยชน์จาก EUDR ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือโอกาสจากยอดขายสินค้าที่สอดคล้องกับมาตรฐาน EUDR ขณะที่ทางอ้อม การที่ผู้ประกอบการในตลาดต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ อาจทำให้ Supply บางส่วนถูกดึงออกจากตลาด Non-EUDR ส่งผลให้อุปทานในตลาดยางโดยรวมตึงตัวมากขึ้น และเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อราคาขาย
บล.หยวนต้าจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 6.50 บาท อิง PER 7 เท่า โดยมองว่าระดับดังกล่าวสะท้อน Earning Visibility ที่ดีขึ้น ขณะที่ Valuation ของหุ้นยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับแนวโน้มการฟื้นตัวของผลประกอบการ นอกจากนี้ NER ยังมีจุดเด่นด้านเงินปันผล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับหุ้นในสายตานักลงทุน
ขณะเดียวกัน ความแข็งแกร่งของ NER ไม่ได้สะท้อนผ่านตัวเลขผลประกอบการและแนวโน้มธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนผ่านการยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NER เปิดเผยว่า สถาบันไทยพัฒน์ได้ประกาศให้บริษัทเป็นหนึ่งในหลักทรัพย์ที่ติดอันดับ ESG100 ประจำปี 2569 จากการคัดเลือกบริษัทจดทะเบียนจำนวน 931 หลักทรัพย์
ความสำคัญอยู่ที่ NER ได้รับการจัดให้อยู่ในทำเนียบ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 นับตั้งแต่ปี 2562-2569 ซึ่งสะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจที่มีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลในกลุ่มธุรกิจการเกษตร
โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการผลิตผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติคุณภาพสูงควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ภายใต้กลยุทธ์ 4Ds ได้แก่ สินค้าดี คู่ค้าดี สิ่งแวดล้อมดี และสังคมดี
การให้ความสำคัญกับ ESG อาจกลายเป็นปัจจัยเสริมความแข็งแกร่งของ NER ในเชิงธุรกิจโดยตรง เพราะตลาดปลายทางและลูกค้ารายใหญ่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น บริษัทที่มีระบบรองรับและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จึงมีโอกาสรักษาฐานลูกค้าเดิมและเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ได้มากกว่า
ดังนั้น ภาพของ NER ในเวลานี้จึงมีองค์ประกอบเชิงบวกหลายด้านที่กำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งการฟื้นตัวของกำไรในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ราคายางที่ปรับตัวดีขึ้น ปริมาณขายที่กลับมา ภาวะ Supply ที่ตึงตัว และผลบวกจาก EUDR ที่อาจช่วยสนับสนุนราคาขายและความสามารถในการทำกำไรต่อเนื่องไปถึงปี 2570
เมื่อประกอบกับการให้ความสำคัญกับ ESG และการติดอันดับ ESG100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ยิ่งสะท้อนว่า NER ไม่ได้กำลังรอรับประโยชน์จากวัฏจักรราคายางเพียงอย่างเดียว แต่กำลังวางตำแหน่งธุรกิจให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของมาตรฐานการค้าโลก