Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 03-09-2569 (สรุป 4 เรื่องน่าตื่นเต้นมีผลต่อตลาดหุ้นช่วงนี้)

จริงๆ ก้อเบื่อๆ ตลาดหุ้นไทยช่วงนี้เนาะ!!! ไม่ไปไหนมาไหนเท่าไหร่ เจ๊เลยมองลองนั่งนึกๆ ดูว่าช่วงนี้มีเรื่องอะไรน่าตื่นเต้นบ้างมั้ย ทำใมหุ้นไทยถึงเล่นกันทรงนี้ ..บวก ลบ คูณ หาร ได้คำตอบมา 4 เรื่อง!!!
เมื่อวานนี้ (2 กันยายน 2569) SET Index ปิดตลาดร่วงลงแรง 13.61 จุด (-0.86%) มาอยู่ที่ระดับ 1,575.07 จุด ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นใหญ่เพื่อลดความเสี่ยง
สรุป 4 ประเด็นที่เจ๊เห็นว่าเป็นเรื่องเด่นที่น่าสนใจในตลาดหุ้น ดังนี้
1.แรงกระแทกจากความตึงเครียด “ตะวันออกกลาง” และ Bond Yield โลก: ตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นทั่วเอเชียเผชิญแรงกดดันหนักจากความกังวลเรื่องสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กลับมาตึงเครียดขึ้น (รวมถึงกระแสข่าวความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์) ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และ Bond Yield โลกขยับตัวขึ้น กดดันให้เกิดภาวะ Risk-off นักลงทุนเลือกเทขายหุ้นใหญ่เพื่อถือเงินสดลดความเสี่ยง
2.ก.ล.ต. เชือดเด็ดขาดคดีปั่นหุ้น: มีข่าวสร้างความฮือฮาและเรียกความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุน เมื่อสำนักงาน ก.ล.ต. ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด "สร้างราคาหุ้น MBAX" สั่งปรับเงินรวมกว่า 11.5 ล้านบาท พร้อมสั่งห้ามซื้อขายและห้ามดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ ซึ่งเป็นมาตรการกวาดล้างหุ้นปั่นที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด
3.แรงขายทำกำไรหุ้นใหญ่ (PTT และ DELTA): หุ้นขนาดใหญ่ที่เคยวิ่งขึ้นมาร้อนแรงก่อนหน้านี้โดนแรงขายล็อกกำไรออกมาชัดเจน นำโดย PTT (-0.50 บาท) และหุ้นชูโรงอย่าง DELTA (-5.00 บาท) ที่ปรับตัวลดลงกดดันภาพรวมดัชนี ขณะที่นักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (พอร์ตโบรกเกอร์) มีสถานะขายสุทธิกดดันตลาด
4.ทองคำในประเทศร่วงแรงต่อเนื่อง: แม้จะไม่ใช่หุ้นโดยตรง แต่เป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนไทยเกาะติดอย่างใกล้ชิด โดยราคาทองคำวันนี้ปิดตลาดร่วงลงแรงต่อเนื่องถึง 1,000 บาท (ทองแท่งขายออกอยู่ที่ 68,050 บาท) สะท้อนความผันผวนของสินทรัพย์ลงทุนทั่วโลกในรอบสัปดาห์นี้
ภาพรวมที่เจ๊สรุปได้คือ..ช่วงนี้เป็นจังหวะของการลงทุนที่ต้องระมัดระวังตัวสูง โฟกัสหลักอยู่ที่การบริหารความเสี่ยงในพอร์ต และที่ต้องจับตาควบคู่กันไปคือ ฟันด์โฟลว์ หรือ กระแสเงินทุนต่างชาติ จับตาการโยกย้ายเม็ดเงินของต่างชาติที่เริ่มกระจายความเสี่ยงจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในเอเชียเหนือ มายังกลุ่มหุ้นคุณค่า และกลุ่มปันผลสูง ในภูมิภาคอาเซียน
ล้วงลึกไปเจาะรายตัวสำหรับหุ้นในโฟกัสของเจ๊เอง คือ หุ้นใหญ่ในกลุ่มพลังงานอย่าง PTT และ PTTEP มีมูลค่าการซื้อขายค่อนข้างหนาแน่น แต่ราคาหุ้นกลับไม่ได้ขยับขึ้นตามที่หลายคนคาด ทั้งที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง งานนี้เลยเกิดคำถามว่า ในเมื่อราคาน้ำมันขึ้น แล้วทำไมหุ้นกลุ่มปตท.ถึงยังมีแรงขายออกมา?
เจ๊จิ๋มมองว่า ประเด็นแรกต้องแยกให้ออกระหว่าง “โวลุ่มซื้อขายสูง” กับ “แรงซื้อสุทธิ” เพราะการที่มูลค่าการซื้อขายหนาแน่นไม่ได้หมายความว่ามีแรงซื้อเข้ามาอย่างเดียว แต่สะท้อนว่ามีทั้งแรงซื้อและแรงขายเข้ามาพร้อมกัน และในกรณีของ PTT จังหวะนี้มีแรงขายทำกำไรเข้ามาค่อนข้างชัด หลังจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาแรงก่อนหน้านี้ โดย PTT ราคาหุ้นเพิ่งจะทำระดับสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่ 42.00 บาท จึงไม่แปลกที่นักลงทุนบางส่วนจะเลือกขายล็อกกำไรออกมาก่อน
อีกประเด็นที่เริ่มเข้ามากดดันคือ ตลาดเริ่มกังวลว่าผลประกอบการของกลุ่ม ปตท. ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 อาจชะลอตัวลง หลังจากผ่านช่วงที่ผลประกอบการโดดเด่นที่สุดไปแล้วในไตรมาส 2 โดยเฉพาะธุรกิจโรงกลั่นที่มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ขณะที่ บล.พาย มองว่าราคาน้ำมันมีโอกาสอ่อนตัวลง และแนะนำทยอยขายทำกำไร ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักลงทุนเริ่มให้น้ำหนักกับแนวโน้มกำไรในระยะถัดไปมากกว่าการมองเพียงว่าราคาน้ำมันกำลังปรับขึ้น
ที่สำคัญคือ เจ๊จิ๋มอยากให้แฟนๆ เข้าใจว่า “ราคาน้ำมันขึ้น” ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นบวกกับ PTT ในทุกธุรกิจ เพราะ PTT ไม่ได้ทำธุรกิจต้นน้ำเพียงอย่างเดียว แต่มีทั้งธุรกิจโรงกลั่น ปิโตรเคมี รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงาน ดังนั้นหากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรงเกินไป ก็อาจกลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและกดดันธุรกิจบางส่วนของ PTT ได้ แตกต่างจาก PTTEP ที่เป็นธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นโดยตรงมากกว่า
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมช่วงที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้นเหนือระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เม็ดเงินในกลุ่มพลังงานจึงมีโอกาสสลับจาก PTT ไปหา PTTEP มากขึ้น โดย บล.กสิกรไทย เลือก PTTEP เป็นหุ้นเด่นของวัน เพราะมองว่าเป็นหุ้นที่รับประโยชน์จากราคาน้ำมันโดยตรงมากกว่า PTT
ดังนั้น ถ้าเห็นภาพว่า PTT มีโวลุ่มซื้อขายหนาแน่นแต่ราคาหุ้นปรับลง เจ๊จิ๋มมองว่ายังไม่ควรตีความว่าเป็นสัญญาณลบเฉพาะตัวของบริษัท แต่เป็นภาพของหุ้นที่ราคาปรับขึ้นมาค่อนข้างมากจนเจอแรงขายทำกำไร ขณะที่นักลงทุนบางส่วนเลือกโยกเงินไปยังหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันโดยตรงกว่าอย่าง PTTEP
ส่วนราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงจากความเสี่ยงในตะวันออกกลางนั้น แน่นอนว่ายังเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจต้นน้ำของกลุ่ม ปตท. โดยเฉพาะ PTTEP แต่สำหรับ PTT ซึ่งมีธุรกิจหลากหลายมากกว่า การประเมินทิศทางหุ้นจึงต้องดูทั้งแนวโน้มกำไรของแต่ละธุรกิจและแรงซื้อขายในตลาดประกอบกัน ไม่ใช่ดูราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว
พูดง่ายๆ คือ น้ำมันขึ้นไม่ได้แปลว่า PTT ต้องขึ้นตามเสมอไป และโวลุ่มที่หนาแน่นก็ไม่ได้แปลว่ามีแต่คนเข้าซื้อ เพราะในจังหวะที่ราคาหุ้นขึ้นมาใกล้จุดสูงสุด นักลงทุนที่ถือหุ้นอยู่ก็พร้อมขายทำกำไร ขณะที่เม็ดเงินใหม่อาจเลือกไปลงใน PTTEP ซึ่งรับประโยชน์จากราคาน้ำมันได้ตรงกว่า นี่จึงเป็นเหตุผลที่เห็นภาพ “โวลุ่มมา แต่ราคายังลง” ใน PTT และเป็นสิ่งที่แฟนคลับที่รักของเจ๊..ต้องจับตากันต่อไป