Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 01-09-2569 (ลุ้นๆๆ FLE วันเทรดแรก! พร้อมกลยุทธ์รับมือระยะสั้น-ยาว)

สวัสดีเดือนกันยายน..เดือนที่เก้าของปี 2569 แล้วจ๊ะ!!! วันนี้ไอพีโอน้องใหม่ บริษัท ฟร้อนท์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ FLE ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบบริหารจัดการน้ำครบวงจร จัดเป็นวันฤกษ์ดีเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เป็นวันแรกในวันที่ 1 กันยายน 2569
ข้อมูลเบื้องต้นและราคา IPO
-ราคา IPO: 1.23 บาทต่อหุ้น
-มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO (Market Cap): 369 ล้านบาท
-P/E Ratio: ประมาณ 25.99 เท่า (คำนวณจากกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุด)
-ลักษณะธุรกิจ: จัดหา จำหน่าย และให้เช่าเครื่องสูบน้ำ วาล์ว ท่อ สะพานเบลีย์ เรือขุด รวมถึงงานรับเหมาวางระบบไฟฟ้าและเครื่องกล โดยมีลูกค้าหลักกว่า 80% เป็นหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ เช่น กรมชลประทาน และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล
การประเมินราคาเป้าหมายจากบทวิเคราะห์หลักทรัพย์
-บล.ลิเบอเรเตอร์: ประเมินราคาเหมาะสมปี 2570 ที่ 2.26 บาทต่อหุ้น (อิง EPS ปี 2570 ที่ 0.21 บาท) โดยมองว่าผลงานปี 2569 จะเริ่มฟื้นตัว และเติบโตโดดเด่นต่อเนื่องในปี 2570 จากงานในมือ (Backlog) และโครงการขนาดใหญ่ภาครัฐ
-สำนักวิเคราะห์อื่นๆ: ให้กรอบราคาเหมาะสมปี 2570 เฉลี่ยในกลุ่ม 2.00 – 2.26 บาทต่อหุ้น โดยคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 จะเติบโตราว 10-27% และเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2570 ตามทิศทางงบประมาณภาครัฐและเมกะเทรนด์บริหารจัดการน้ำ
เจ๊ลองประเมินทิศทางราคาหุ้นในวันเข้าเทรดวันแรก จากข้อมูลที่หามาสนับสนุน..มีทั้งบวกและลบ อย่างแรกคือ หุ้น IPO จำนวน 100 ล้านหุ้นได้รับความสนใจและจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับหนึ่ง และ FLE จุดเด่นด้านความเชี่ยวชาญเฉพาะทางกว่า 20 ปี การมีแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเอง (เช่น HYLIC และ ANACONDA) รวมถึงวัตถุประสงค์ในการระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจให้เช่าเครื่องสูบน้ำและขยายโรงงาน ทำให้มีโอกาสสร้าง Recurring Income ที่สม่ำเสมอในอนาคต
แต่อีกมุมก้ออดห่วงไม่ได้ ถือเป็นปัจจัยกดดันระยะสั้น จากการแจ้งงบการเงินงวดล่าสุด (ไตรมาส 2/2569 และงวดครึ่งปีแรก 2569) มีกำไรสุทธิปรับตัวลดลงค่อนข้างมากจากความล่าช้าในการส่งมอบงานหรือการประมูลงานภาครัฐในช่วงรอยต่อ ซึ่งอาจทำให้ตลาดมีความระมัดระวังในแง่ของความผันผวนระยะสั้นระหว่างวัน
พอเห็นสถานการณ์เป็นแบบนี้ จึงเร่งทำการบ้านด้วยการสอบถามจากกูรูหลายๆ ที่ เพื่อหาโซลูชั่นหรือกลยุทธ์การลงทุนเพื่อเตรียมตัวให้พร้อม!! ไม่ว่าวันนี้หุ้นจะเปิดแล้วเป็นอย่างไร..แต่พวกเราชาวนักลงทุนต้องรู้ว่ากลยุทธ์ที่ควรจะเป็นคืออะไร ควรจะทำอะไร อย่างไร ..บทสรุปของคำตอบที่หามาได้คือ
1.สำหรับนักลงทุนระยะสั้น เป็นกลุ่มที่ชอบเข้าเก็งกำไรในวันแรก ควรติดตามดู Bid/Offer และปริมาณการซื้อขายหนาแน่นในช่วงเปิดตลาดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากราคาหุ้น IPO ที่ระดับ P/E ราว 25.99 เทารถือว่าสะท้อนพื้นฐานระดับหนึ่ง ประกอบกับงบไตรมาสล่าสุดที่อ่อนตัว อาจทำให้ราคาผันผวนสูง ควรตั้งจุด Cut Loss ควบคุมความเสี่ยงหากราคาหลุดจอง
2.สำหรับนักลงทุนระยะยาว กลุ่มที่ชอบปัจจัยพื้นฐานหากสนใจในสตอรี่การเติบโตจากเมกะเทรนด์บริหารจัดการน้ำของประเทศ และคาดหวังการเติบโตในปี 2570 ตามที่โบรกเกอร์ประเมิน (ราคาเป้าหมายพื้นฐาน 2.00–2.26 บาท) การเข้าเก็บบริเวณราคาที่เหมาะสมหลังกระแสเก็งกำไรวันแรกเบาบางลง หรือทยอยสะสมตามพื้นฐานระยะยาวถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
^__” เอาใจช่วยทุกคนค่ะ..ขอให้เฮงๆ รวยๆ และบอกเลยนี่คือความหวัง ถ้า FLE ทำได้ดี..หุ้นไอพีโอป้ายแดงรายอื่นๆ จะได้พาดเหรดเดินเข้าแถวตามกันต่อๆ มาค่ะ
ส่วนภาพใหญ่ของตลาดหุ้นไทย ..เข้าสู่เดือนกันยายน 2569 กันแล้ว ล่าสุด SET ปิดเดือนสิงหาคมที่ 1,595.16 จุด สะท้อนให้เห็นว่าแรงซื้อเริ่มชะลอลง โดยปริมาณการซื้อขายซึ่งแบ่งตามกลุ่มนักลงทุนตั้งแต่วันที่ 1-31 สิงหาคม มีดังนี้
1. สถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 5,405.87 ล้านบาท
2. บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ -1,100.92 ล้านบาท
3. นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ -24,565.16 ล้านบาท
4. นักลงทุนในประเทศ ซื้อสุทธิ 20,260.21 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ในช่วงที่ผ่านมาแรงซื้อจากนักลงทุนในประเทศยังช่วยประคองตลาดเอาไว้ได้ แม้ตลาดจะต้องเผชิญแรงขายจากหุ้นขนาดใหญ่และความไม่แน่นอนของ Fund Flow ต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ภาพใหญ่ของตลาดยังไม่ได้เสียทั้งหมด เพราะ SET ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 30% จากต้นปี และนักลงทุนต่างชาติยังมียอดซื้อสุทธิสะสมประมาณ 5.17 หมื่นล้านบาท
ดังนั้น เจ๊จิ๋มยังมองว่าการอ่อนตัวของตลาดในช่วงนี้มีลักษณะเป็น “การพักฐานในขาขึ้น” เมื่อรวบรวมมุมมองของนักวิเคราะห์หลายสำนัก เจ๊จิ๋มพบว่าภาพตลาดเดือนกันยายนค่อนข้างสอดคล้องกัน นั่นคือยังมีโอกาส “แกว่งตัว–พักฐาน–Sideway” มากกว่าจะเป็นขาขึ้นแบบเต็มตัว โดยกรอบ SET ที่ประเมินกันไว้จะอยู่ประมาณ 1,550–1,630 จุด
บริเวณ 1,550–1,575 จุดถือเป็นโซนรับสำคัญ หากตลาดอ่อนตัวลงมาบริเวณดังกล่าวแล้วมีแรงซื้อกลับเข้ามา ก็มีโอกาสเห็นการฟื้นตัว ขณะที่บริเวณ 1,600–1,630 จุดยังเป็นด่านสำคัญที่ตลาดต้องใช้ทั้งแรงซื้อในประเทศและ Fund Flow ต่างชาติเข้ามาช่วย หากสามารถผ่านขึ้นไปได้อย่างแข็งแกร่ง ก็มีโอกาสเปิด Upside ต่อ แต่หากยังไม่สามารถผ่านแนวต้านดังกล่าวได้ ตลาดก็มีโอกาสแกว่งพักฐานต่อ
ทางด้าน บล.กสิกรไทย หรือ KS มองระยะสั้นว่าตลาดยังมีโอกาสพักฐาน โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 1,575 และ 1,550 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,605 และ 1,630 จุด ดังนั้น หาก SET ยังไม่สามารถผ่านระดับ 1,600–1,630 จุดได้อย่างแข็งแกร่ง ก็มีโอกาสเห็นการแกว่งตัวในกรอบต่อไป โดย KS ให้น้ำหนักกับทิศทาง Fund Flow ต่างชาติ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะตลาดแรงงานและ PMI ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่สามารถส่งผลต่อทิศทางตลาดในระยะสั้นได้
ขณะที่ บล.เอเซีย พลัส มองว่าตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากการเลือกลงทุนของ Fund Flow ที่เริ่มกระจายไปยังตลาดอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะไต้หวันและเวียดนาม นอกจากนี้แล้วเดือนกันยายนยังเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นไทยเข้าสู่ฤดูกาลจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล โดยมีบริษัทจดทะเบียนถึง 49 บริษัทเตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD ซึ่งประเมินว่าแรงกดดันทางเทคนิคจากการขึ้น XD อาจส่งผลให้ดัชนี SET ปรับลดลงประมาณ 7.5 จุดในเดือนนี้
ส่วน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ให้น้ำหนักตลาดในลักษณะ Sideway และผันผวนเช่นกัน จึงแนะนำกลยุทธ์ Selective Buy หรือเลือกซื้อเป็นรายตัวมากกว่าการเข้าซื้อทั้งตลาด โดยเน้นหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีแนวโน้มกำไรชัดเจน
หุ้นที่ได้รับความสนใจมีทั้งกลุ่ม Domestic Play อย่าง CPALL, CPN, GLOBAL, ADVANC, TRUE, MTC และ BEM รวมถึงหุ้นที่ได้ประโยชน์จากธีมพลังงานสะอาดและ Data Center อย่าง GULF, GPSC, BGRIM, WHA และ AMATA ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับธีมการลงทุนที่ตลาดกำลังให้ความสนใจ
ขณะที่ปัจจัยในประเทศก็ยังมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการเมืองและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหุ้นที่มีรายได้จากเศรษฐกิจในประเทศ แต่หากเงินต่างชาติยังคงไหลออก ประกอบกับเงินบาทอ่อนค่า ตลาดตราสารหนี้ส่งสัญญาณลบ ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอน และสถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมารุนแรงขึ้น นักลงทุนก็ต้องเตรียมใจไว้ว่า SET อาจลงมาทดสอบแนวรับ 1,575 หรือแม้แต่ 1,550 จุดได้
อีกปัจจัยที่ประมาทไม่ได้คือสถานการณ์ตะวันออกกลาง เพราะทุกครั้งที่ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ตลาดน้ำมันและตลาดการเงินทั่วโลกก็พร้อมตอบสนองทันที ล่าสุดสถานการณ์มีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น หลังสหรัฐฯ โจมตีฐานยิงบนเกาะ Larak หลังพบการเตรียมวางทุ่นระเบิดในช่องแคบ Hormuz ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธไปยังฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 5%
สุดท้ายแล้ว เดือนกันยายนอย่าเพิ่งถามกันอย่างเดียวว่าตลาดจะ “ขึ้นหรือลง” แต่ต้องดูด้วยว่า “เงินกำลังไหลไปทางไหน” เพราะทิศทาง Fund Flow ต่างชาตินี่แหละค่ะ ที่อาจเป็นตัวเฉลยสำคัญว่าเดือนกันยายนของตลาดหุ้นไทยจะเป็นเพียงการพักฐานเพื่อไปต่อ หรือจะต้องใช้เวลาสร้างฐานกันใหม่อีกครั้งเจ้าค่ะ