เปิดกลยุทธ์เทรด หลังไฟสงครามเดือดไม่หยุด โบรกฯ ชี้ใครซื้อแถว 1,600 จุด ยังถือต่อได้

นักวิเคราะห์เผย ตะวันออกกลางดูเหมือนจะยืดเยื้อและมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ชี้ผู้ใช้พลังงานเป็นต้นทุน จะเผชิญกับภาวะต้นทุนสูงยืดเยื้อ ชี้ผู้ที่เข้าสะสมหุ้นไปแล้วที่บริเวณ 1,600 จุดก่อนหน้านี้มองว่าสามารถถือครองหุ้นในส่วนดังกล่าวไว้ได้ และรอจังหวะการเพิ่มน้ำหนักหากดัชนีย่อตัวลงมาที่บริเวณแนวรับ
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางดูเหมือนจะยืดเยื้อและมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ภายหลังกองกำลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ไปยังระบบป้องกันภัยทางอากาศ ระบบเรดาร์ ทรัพย์สินทางทะเล สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ขีดความสามารถในการวางทุ่นระเบิดและสถานที่ด้านการสื่อสาร ที่เกี่ยวข้องกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC)
โดยปธน.ทรัมป์ของสหรัฐฯออกมากล่าวว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นการตอบโต้ที่อิหร่านพยายามวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซรวมถึงการโจมตีฐานทัพแห่งหนึ่งก่อนหน้านี้ ในทางกลับกันไม่กี่ชั่วโมง หลังจากนั้น ทางอิหร่านระบุว่าได้ยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสหรัฐฯในจอร์แดน โดยกล่าวอ้างว่าเป็นการเปิดตัว “ปฏิบัติการขั้นเด็ดขาด” ต่อฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้เมื่อคืนนี้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 1 เดือนกว่า โดย Brent ปรับขึ้นทดสอบระดับ 95 เหรียญฯต่อบาร์เรลและสัญญาซื้อขายล่วงหน้าก๊าซธรรมชาติของยุโรปพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 66
การเด้งขึ้นมาอย่างต่อเนื่องของราคาพลังงานในตลาดโลกส่งผลกระทบซ้ำเติมไปยังคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคต เมื่อมาประกอบกับความกังวลใจในตลาดพันธบัตรที่มีอยู่เดิม ทำให้เกิดแรงขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯออกมารุนแรงอีกครั้ง โดยเมื่อคืนนี้ Bond yield ทุกรุ่นอายุของสหรัฐฯปรับตัวสูงขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ของรอบ
นอกจากนั้นผลพวงดังกล่าวยังทำให้ Yield ของพันธบัตรรัฐบาลบางประเทศมีการปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามไปด้วย อาทิเช่น พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นและของยูโรโซน สถานการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้น จึงเป็นการกลบผลกระทบเชิงบวกทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ในตลาดพันบัตรสหรัฐฯ นับจากการส่งสัญญาณเข้าอุ้มตลาดพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯและนาย Scott Bessent ก่อนหน้านี้
โดยมองผลกระทบดังกล่าว ส่งผลลบโดยตรงต่อพันธบัตรทั่วโลก ณ เวลานี้ รวมถึงตราสารทุนที่มีความคล้ายคลึงกันอย่างกอง REIT/IFF และหุ้นกลุ่ม Utilities นอกจากนั้นกลุ่มเทคโนโลยีอาจยังโดนกระทบจากสมมติฐาน Discount rate ที่เพิ่มสูงขึ้นจนส่งผลกระทบกับภาพของ Valuation ไม่รับรวมกับความกังวลเดิมอย่างเช่น ต้นทุนทางการเงินจากการออกหุ้นกู้ใหม่ที่สูงขึ้นเพื่อแข่งขันกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในตลาด
สำหรับหุ้นไทยนั้น นอกจากกลุ่มหุ้นที่ต้องระวังข้างต้นแล้ว ยังมองไปที่กลุ่มผู้ใช้พลังงานเป็นต้นทุน (Oil & Gas users) ที่จะเผชิญกับภาวะต้นทุนสูงยืดเยื้อออกไป อาทิเช่น สายการบินและโรงไฟฟ้า รวมไปถึงกลุ่มRate sensitive ที่อาจได้รับ Sentiment เชิงลบจากความกังวลทางด้าน ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น เช่นกลุ่มไฟแนนซ์และที่อยู่อาศัย เป็นต้น
ทั้งนี้ประเมินภาพดัชนี SET Index วันนี้เปิดตลาดในแดนลบสอดคล้องกับตลาดหุ้นอื่นแต่ว่าการปรับลงคงไม่รุนแรงเท่าตลาดเอเชียเหนือที่กระจุกตัวด้วยกลุ่มเทคโนโลยี คาดหวังการช่วยประคับประคองดัชนีจากกลุ่ม Oil & Gas ในประเทศต่อไป ทั้งนี้ แม้เงินบาทจะมีการปรับอ่อนค่าในช่วงนี้ แต่เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกจากนักลงทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 7 วันทำการ
ดังนั้นคงคาดการณ์กรอบแนวรับของ SET Index ในเดือนนี้ที่ระดับ 1,575 และ1,550 จุดตามลำดับ โดยสำหรับผู้ที่เข้าสะสมหุ้นไปแล้วที่บริเวณ 1,600 จุดก่อนหน้านี้มองว่าสามารถถือครองหุ้นในส่วนดังกล่าวไว้ได้ และรอจังหวะการเพิ่มน้ำหนักหากดัชนีย่อตัวลงมาที่บริเวณแนวรับ สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้มีการเพิ่มน้ำหนักก่อนหน้านี้ มองว่าสามารถใช้ระดับดัชนี SET ในช่วงต้นเดือนที่อยู่ต่ำกว่า 1,600 จุดในการทยอยสะสมหุ้นได้เช่นกัน โดยเริ่มต้นจากกลุ่มหุ้นที่แนะนำประจำเดือนนี้ ซึ่งได้แก่ STECON, SEAFCO, AMATA, HANA, KCE, CPF, GFPT, TFG, BCP, SPRC,TOP
ยอดนิยม
CK-STECON เฮหนัก! มีลุ้นโกยงานก้อนโตเพิ่ม หลังครม. เห็นชอบก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใต้
CPF ทุ่ม 334 ล้านบาท เข้าซื้อธุรกิจ “น้ำดื่มสบาย” 51% โบรกฯ มองเติมธุรกิจใหม่เสริมแกร่ง
เปิดกลยุทธ์เทรด หลังไฟสงครามเดือดไม่หยุด โบรกฯ ชี้ใครซื้อแถว 1,600 จุด ยังถือต่อได้
KTB เด่นสุดกลุ่มแบงก์ สินทรัพย์แกร่ง ลดแรงกดดันตั้งสำรอง “เป๋าตัง” ผู้ใช้ 40 ล้านราย ต่อยอดเติบโต