รายงานพิเศษ : TEGH กำไรติดสปีดธุรกิจฟื้น ยาง-ปาล์ม-ก๊าซชีวภาพแรง ดันรายได้ปีนี้จ่อแตะ 2.2 หมื่นลบ.

TEGH ส่งสัญญาณธุรกิจกลับมาแข็งแกร่ง หลังโชว์กำไร Q2/69 ที่ 165 ล้านบาท โต 104% QoQ พร้อมรับแรงหนุนราคาสินค้าและคำสั่งซื้อยางจากตลาดโลก ขณะที่ธุรกิจพลังงานทดแทนเติบโตจากกำลังผลิตก๊าซชีวภาพที่เพิ่มขึ้น เสริมด้วยแผนลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปูทางเติบโตต่อเนื่องถึงปี 2570
บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ TEGH กำลังเดินเข้าสู่ช่วงของการเติบโตรอบใหม่ หลังผลการดำเนินงานเริ่มสะท้อนภาพการปรับตัวของธุรกิจที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลประกอบการไตรมาส 2/69 ที่มีกำไรสุทธิ 165 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 104% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แม้ธุรกิจยังต้องเผชิญกับความผันผวนทั้งด้านราคาและปริมาณวัตถุดิบจากปัจจัยสภาพภูมิอากาศ
ไตรมาสดังกล่าว TEGH มีรายได้รวม 4,405 ล้านบาท ขณะที่การฟื้นตัวของกำไรถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า บริษัทสามารถปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ของแต่ละธุรกิจได้ดีขึ้น และมีศักยภาพในการบริหารต้นทุนและโครงสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร
สำหรับครึ่งหลังปี 2569 บริษัทวางเป้าหมายเดินหน้าขยายกำลังการผลิตและตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียน ระบบ Automation และ Digital Technology ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนพลังงานแล้ว ยังช่วยลดการพึ่งพาแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการกระบวนการผลิตได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
กลยุทธ์ดังกล่าวมีความสำคัญต่อการสร้าง “คุณภาพของการเติบโต” เพราะในธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคาวัตถุดิบมีความผันผวน การเพิ่มปริมาณขายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ TEGH จึงมุ่งเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม ควบคู่กับการลดต้นทุน เพื่อรักษา Margin และทำให้การเติบโตของรายได้สามารถส่งผ่านไปยังผลกำไรได้มากขึ้น
ซึ่งในปี69 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 10% แตะระดับ 22,000 ล้านบาท และวางรากฐานต่อยอดการเติบโตในปี 2570 โดยคาดว่าจะเห็นการขยายตัวจากทุกกลุ่มธุรกิจ ซึ่งหากเป็นไปตามแผนจะทำให้ TEGH มีฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้น และมีแหล่งรายได้ที่หลากหลายมากขึ้นในระยะยาว
โดยเฉพาะธุรกิจยางธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของบริษัท TEGH วางกลยุทธ์สร้างการเติบโตทั้งจากปริมาณขาย การเพิ่มสัดส่วน High Value Products และการบริหารต้นทุน โดยคาดว่าปริมาณขายยางแท่งในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 260,000 ตัน เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน
สัญญาณที่น่าสนใจคือคำสั่งซื้อจากตลาดต่างประเทศเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอินเดีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ขณะที่ตลาดอินเดียมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญของ TEGH ในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มปริมาณการขายในระยะต่อไป
อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตาคือมาตรฐาน EUDR ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะมีผลต่อห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตรและยางธรรมชาติ โดย TEGH คาดว่าจะสามารถรักษาสัดส่วนยอดขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR ไว้ที่ระดับ 30-40% ในช่วงครึ่งหลังของปี หลังทิศทางการบังคับใช้มีความชัดเจนมากขึ้น
การเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่ผ่านมาตรฐาน EUDR จึงไม่เพียงเป็นการตอบโจทย์ข้อกำหนดของตลาดยุโรป แต่ยังช่วยให้ TEGH สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับ Traceability และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในตลาดโลก และอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของสินค้ามูลค่าเพิ่มในอนาคต
ขณะที่ธุรกิจน้ำมันปาล์มยังมีบทบาทสำคัญต่อผลประกอบการ โดยราคาน้ำมันปาล์มดิบที่ยังอยู่ในระดับสูงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะมีความผันผวน แต่ TEGH สามารถใช้ความหลากหลายของธุรกิจและการบริหารจัดการวัตถุดิบเข้ามาช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนได้ระดับหนึ่ง
อีกหนึ่งธุรกิจที่กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น คือธุรกิจพลังงานทดแทนและการบริหารจัดการกากอินทรีย์ โดยเฉพาะการผลิตก๊าซชีวภาพ ซึ่งมีแนวโน้มสร้างรายได้เพิ่มขึ้นตามกำลังการผลิตที่ทยอยเพิ่มขึ้น ถือเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ที่มีความต่อเนื่องมากขึ้น และช่วยลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์เพียงอย่างเดียว
ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของ บล.ทรีนีตี้ ที่ยังคงประมาณการกำไรปี 2569 ของ TEGH ที่ 560 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน โดยมองว่ากำไรไตรมาส 1/69 น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปี และคาดว่าผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 จะปรับตัวดีขึ้นจากครึ่งปีแรก โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันปาล์มดิบที่ยังอยู่ในระดับสูง ราคายางที่แม้จะอ่อนตัวลงแต่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงรายได้จากธุรกิจพลังงานทดแทนที่เพิ่มขึ้นจากการรับรู้กำลังผลิตก๊าซชีวภาพ
โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 4.40 บาท อิง PER 7 เท่า พร้อมคำแนะนำ “ซื้อ” มองว่า กำไรในครึ่งหลังปี 2569 มีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งมุมมองที่สะท้อนว่า การปรับตัวของธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาเริ่มส่งผลเชิงบวกต่อศักยภาพการทำกำไรของ TEGH อย่างชัดเจน