รายงานพิเศษ : PIS รับเมกะเทรนด์ดิจิทัลภาครัฐ Cloud-Smart Security หนุน ลุ้น New High Backlog 6 พันล้านดันการเติบโต

PIS เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ หลังครึ่งปีแรกทำกำไร 164 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากรายได้ที่เติบโต 6% พร้อมตุน Backlog 6,096 ล้านบาท รองรับการรับรู้รายได้ใน 3-4 ปีข้างหน้า ขณะที่ครึ่งปีหลังได้แรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐด้าน Digital Government, Cloud, Smart Security และ Smart Grid เปิดโอกาสคว้างานใหม่ต่อยอดการเติบโต
บมจ.โปร อินไซด์ (PIS) ผลประกอบการยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง หลังผลงานครึ่งแรกปี 69 สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจ โดยมีกำไรสุทธิ 164 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 152 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 1,531 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 92 ล้านบาท หรือ 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 1,439 ล้านบาท
การเติบโตของทั้งรายได้และกำไรดังกล่าว สะท้อนความสามารถในการรักษาการเติบโตของธุรกิจท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่การลงทุนด้านเทคโนโลยีมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่เร่งยกระดับประสิทธิภาพการทำงานผ่านระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว
จุดแข็งสำคัญของ PIS คือการมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการรับงานโครงการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ทำให้บริษัทสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงที่ผ่านมา บริษัทเดินหน้าเข้าร่วมประมูลงานโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันยังอยู่ระหว่างรอผลการประมูลอีกหลายโครงการ
สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ภาพอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศยังมีปัจจัยสนับสนุนจากทิศทางนโยบายภาครัฐที่มุ่งผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็น Digital Government อย่างเต็มรูปแบบ โดยการลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดซื้อระบบไอทีทั่วไป แต่ขยายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิทัลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่มีความพร้อมในการรับงานโครงการขนาดใหญ่
หนึ่งในเมกะเทรนด์ที่ต้องจับตาคือแนวทาง Cloud First ซึ่งภาครัฐให้ความสำคัญกับการนำระบบคลาวด์มาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการจัดเก็บข้อมูลและให้บริการระบบดิจิทัลมากขึ้น การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะสร้างความต้องการทั้งด้านระบบโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการข้อมูล ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งล้วนเป็นตลาดที่เปิดโอกาสให้ PIS เข้าไปมีส่วนร่วมในการประมูลงานใหม่
ขณะเดียวกัน การลงทุนด้าน Smart Security ก็มีแนวโน้มได้รับความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากหน่วยงานต่าง ๆ จำเป็นต้องยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยให้รองรับการเชื่อมต่อของอุปกรณ์และข้อมูลจำนวนมากในระบบดิจิทัล โดยเฉพาะเมื่อการให้บริการภาครัฐเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น ความต้องการระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะจึงมีโอกาสขยายตัวตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
อีกตลาดที่น่าสนใจคือการลงทุนด้านพลังงานอัจฉริยะ หรือ Smart Grid ซึ่งภาครัฐมีแผนผลักดันงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับระบบ Smart Meter สายส่งอัจฉริยะ และการสนับสนุนโซลาร์รูฟท็อป การลงทุนดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบบริหารจัดการข้อมูลเข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญ จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ PIS สามารถเข้าไปแข่งขันและต่อยอดงานในช่วงที่เหลือของปี
เมื่อมองในมุมของนักลงทุน ปัจจัยที่ทำให้ PIS มีความน่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงการเติบโตของกำไรในช่วงครึ่งปีแรก แต่ยังอยู่ที่ความสามารถในการสร้างรายได้ในอนาคตจากงานในมือที่มีอยู่ในระดับสูง โดยปัจจุบันบริษัทมี Backlog อยู่ที่ 6,096 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ภายในระยะเวลา 3-4 ปีข้างหน้า
สำหรับเป้าหมายปี 2569 PIS มั่นใจว่าจะสามารถผลักดันรายได้รวมเติบโต 10-15% จากปีก่อน และสร้างสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจที่ยังมีโอกาสขยายตัวจากทั้ง Backlog เดิมและงานใหม่ที่อยู่ระหว่างการประมูล
ภาพรวมทั้งหมดจึงสะท้อนว่า PIS กำลังอยู่ในช่วงของการสร้างฐานการเติบโตรอบใหม่ โดยมีทั้งผลประกอบการที่เติบโต Backlog กว่า 6 พันล้านบาท และโอกาสจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Government, Cloud First, Smart Security และ Smart Grid จะยังเป็นเมกะเทรนด์ที่สร้างโอกาสให้กับธุรกิจในระยะยาว