รายงานพิเศษ : PCE กำไรเด่นB100 หนุนมาร์จิ้นพุ่ง รัฐเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล รับดีมานด์พลังงานทางเลือก

PCE โชว์ศักยภาพทำกำไร ไตรมาส 2/69 กำไรสุทธิทะลุ 200 ล้านบาท โตแรง 59.5% แม้รายได้ลดลง สะท้อนการปรับสัดส่วนสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง โดยเฉพาะ B100 และ RBDPO ดัน EBITDA Margin ขยับแตะ 4.5% ขณะที่ทิศทางครึ่งปีหลังยังมีแรงส่งจากราคาพลังงานและนโยบายภาครัฐ ผลักดันการใช้ไบโอดีเซล พร้อมเดินหน้าขยายโรงงานน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภค รับโอกาสเติบโตระยะยาว
บมจ.เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ หรือ PCE กำลังสะท้อนให้เห็นภาพของการเติบโตที่ไม่ได้วัดกันเพียงแค่รายได้ แต่ต้องมองลึกถึง “คุณภาพของรายได้” และความสามารถในการเปลี่ยนยอดขายให้กลายเป็นกำไร โดยผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 บริษัทมีกำไรสุทธิถึง 214.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 134.3 ล้านบาท แม้รายได้รวมอยู่ที่ 7,057.8 ล้านบาท ลดลง 37.7% YoY แต่เพิ่มขึ้นถึง 35.6% QoQ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การลดลงของรายได้ไม่ได้หมายถึงความสามารถในการทำกำไรที่อ่อนแอลง ตรงกันข้าม PCE สามารถบริหารโครงสร้างผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยเฉพาะน้ำมันไบโอดีเซล หรือ B100 และน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ หรือ RBDPO ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับผลกำไรในไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่ธุรกิจ CPO ได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศที่ลดลง ทำให้รายได้และปริมาณขายผลิตภัณฑ์หลักปรับตัวลดลงตามภาวะวัตถุดิบ
จุดที่น่าสนใจอยู่ที่ “มาร์จิ้น” มากกว่าการมองรายได้เพียงอย่างเดียว เพราะ EBITDA Margin ของ PCE ในไตรมาสดังกล่าวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.5% จากเพียง 1.9% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนและเลือก Product Mix ที่เหมาะสม และเป็นปัจจัยที่ช่วยให้กำไรสุทธิเติบโตอย่างโดดเด่น
อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตาคือทิศทางตลาดพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ทำให้การใช้พลังงานทางเลือกและเชื้อเพลิงที่สามารถนำมาผสมกับน้ำมันดีเซลมีความสำคัญมากขึ้น ขณะเดียวกันภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนการใช้ไบโอดีเซลในประเทศ โดย B7 ถูกกำหนดเป็นเกรดพื้นฐาน และ B20 เป็นเกรดทางเลือก ซึ่งจะช่วยสร้างดีมานด์ให้กับ B100 ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตไบโอดีเซล
ประเด็นนี้ถือเป็นโอกาสของ PCE โดยตรง เนื่องจากบริษัทมีธุรกิจผลิตและจำหน่าย B100 อยู่แล้ว การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลจึงมีโอกาสช่วยเพิ่มปริมาณความต้องการผลิตภัณฑ์ และที่สำคัญ B100 ยังเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทในการบริหาร Product Mix เพื่อสร้างผลกำไร มากกว่าการมุ่งเน้นยอดขายเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว
ดังนั้นผลการดำเนินงานในครึ่งหลังของปี 2569 จึงน่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะนอกจากแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐแล้ว PCE ยังมีความพร้อมด้านโครงสร้างธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การซื้อขาย การบริหารคลังสินค้า การขนส่งทั้งทางรถและทางเรือ รวมถึงช่องทางจำหน่ายที่ครอบคลุมทั้งลูกค้าอุตสาหกรรม B2B และผู้บริโภคทั่วไป B2C ความครบวงจรดังกล่าวทำให้บริษัทสามารถบริหารวัตถุดิบและปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดได้อย่างยืดหยุ่น
นอกจากธุรกิจไบโอดีเซลแล้ว PCE ยังเดินหน้าสร้าง New Growth Engine ผ่านการขยายกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภค โดยอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่และคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4/69 การลงทุนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านอุปทานสินค้า พร้อมรองรับความต้องการจากอุตสาหกรรมอาหารที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว อีกทั้งบริษัทมีการขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้จากธุรกิจที่มีความหลากหลายมากขึ้น
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า PCE กำลังเดินหน้าสู่การเติบโตที่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพกำไร” มากขึ้น จากเดิมที่ธุรกิจมีความผันผวนตามราคาวัตถุดิบและปริมาณผลผลิตปาล์ม การเพิ่มสัดส่วน B100 และ RBDPO รวมถึงการขยายธุรกิจน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภค จะช่วยเพิ่มความหลากหลายของพอร์ตผลิตภัณฑ์ และลดการพึ่งพารายได้จากสินค้าใดสินค้าหนึ่งมากเกินไป
ดังนั้นหากบริษัทสามารถรักษา EBITDA Margin ที่ระดับสูงขึ้น ควบคู่กับการเติบโตของความต้องการ B100 และการเริ่มรับรู้กำลังการผลิตจากโรงงานใหม่ในช่วงปลายปี ปัจจัยทั้งหมดนี้จะเป็นแรงส่งสำคัญต่อผลประกอบการในระยะต่อไป โดยเฉพาะในภาวะที่ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนพลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก