Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 31-07-2569 (ส่อง DELTA-HANA-KCE-KKP-IVL เมื่อพระเอกกลายเป็นผู้ร้าย)

เมื่อวานหุ้นไทยสะเทือนหนัก! ปิดตลาดไปที่ 1,598.11 จุด ลดลง 26.36 จุด โดยในระหว่างวันปรับลดลงไปถึง -37.18 จุด โดยมีหุ้นใหญ่ 5 ตัว ต่างพร้อมใจกันร่วงแรงจนกดดัชนีตลาดหุ้นไทยให้ปิดลบตลอดทั้งวัน ทำเอานักลงทุนหลายคนเปิดกระดานหุ้นขึ้นมาแล้วถึงกับขยี้ตา พร้อมตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น มีข่าวร้ายอะไรหรือไม่?
หุ้นใหญ่ทั้ง 5 ตัวประกอบไปด้วย
DELTA ปิดตลาดไปที่ราคา 264.00 บาท ปรับลง 21.00 บาท คิดเป็น 7.37%
HANA ปิดตลาดไปที่ราคา 33.50 บาท ปรับลง 3.75 บาท คิดเป็น 10.07%
KCE ปิดตลาดไปที่ราคา 37.75 บาท ปรับลง 3.75 บาท คิดเป็น 9.04%
KKP ปิดตลาดไปที่ราคา 112.50 บาท ปรับลง 7.50 บาท คิดเป็น 6.25%
IVL ปิดตลาดไปที่ราคา 21.80 บาท ปรับลง 2.30 บาท คิดเป็น 9.54%
มองกันดีๆ แรงขายเมื่อวานนี้ไม่ได้มาจากปัจจัยลบใหม่ๆ เพียงอย่างเดียว แต่มันเกิดจากการที่ราคาหุ้นหลายตัววิ่งขึ้นมารับข่าวดีล่วงหน้าไปไกลลิบ พองบการเงินหรือปัจจัยใหม่ออกมาไม่ได้หวือหวาเกินกว่าที่ตลาดคาดไว้ ความคาดหวังที่เคยสูงลิ่วเลยเปลี่ยนเป็นแรงกดดัน ชวนให้นักลงทุนพร้อมใจกันกดปุ่ม "ขายทำกำไร" ออกมาทันที
ตัวจุดชนวนแรงขายที่หนีไม่พ้นสายตาก็คือ DELTA พี่ใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อดัชนีบ้านเรามากที่สุด แม้ว่าในระยะยาวจะได้อานิสงส์เต็มๆ จากกระแส AI และศูนย์ข้อมูล (Data Center) แต่พอผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ เท่านั้นแหละ... แรงขายเลยถั่งโถมลงมาทันที ยิ่งโบรกเกอร์อย่าง บล.เคจีไอ ออกมาเตือนย้ำและยังคงคำแนะนำ "ขาย" โดยมองว่าราคาหุ้นซื้อขายเกินมูลค่าพื้นฐานไปมาก อัปไซด์เริ่มจำกัด คนที่ถืออยู่ก็ยิ่งนั่งไม่ติด
ซ้ำร้าย ตลาดต่างประเทศก็เริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการลงทุน AI หลังยักษ์เทคฯ สหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าการลงทุน Data Center อาจไม่ได้เร่งตัวแรงเหมือนเก่า พอหุ้นเทคฯ ทั่วโลกเจอแรงขายทำกำไร ช็อกเวฟนี้เลยสะเทือนมาถึงหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แล้วพอพี่ใหญ่ DELTA ล้มลง... น้องเล็กในกลุ่มอย่าง HANA และ KCE จะไปเหลืออะไรล่ะคะ? โดนลูกหลงกันไปเต็มๆ!
บรรดากูรูจากหลายสำนักต่างมองตรงกันว่า หุ้นกลุ่มนี้อนาคตสดใสตามเทรนด์ AI ก็จริง แต่ราคาหุ้นมันวิ่งสะท้อนความคาดหวังไปไกลจนค่า PER พุ่งสูงลิ่ว พอมีปัจจัยลบกระแทกมานิดเดียว นักลงทุนก็พร้อมโยนหุ้นทิ้งทันที
ยิ่ง HANA งบก็ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ แถมธุรกิจซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC) ยังเจอสงครามราคาและภาวะอุปทานล้นตลาด ส่วน KCE แม้คำสั่งซื้อจะเริ่มกลับมา แต่หัวใจหลักยังพึ่งพาอุตสาหกรรมยานยนต์ แถมยังไม่มีสตอรี่ AI โดดเด่นมาช่วยดันเหมือน DELTA พอทั้งกลุ่มถูกเทขาย น้องสองตัวนี้เลยต้องยอมรับชะตากรรมไปตามระเบียบ
ข้ามมาที่ IVL รายนี้สาเหตุต่างออกไป เพราะโดนกดดันจากภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกที่ยังฟื้นตัวช้า ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) ยังอ่อนแอ แถมเจอมรสุมราคาน้ำมันร่วง ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และความกังวลเรื่องมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนเลือกลดน้ำหนักหุ้นวัฏจักรออกมาก่อนเพื่อความปลอดภัย
ขณะที่ KKP จริงๆ ผลประกอบการไม่ได้แย่จนน่าตกใจ แต่หุ้นธนาคารช่วงนี้กำลังเจอตอจากการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอตัว แถมตลาดยังคาดว่าดอกเบี้ยกำลังจะเข้าสู่วัฏจักรขาลง ซึ่งจะไปบีบรายได้ดอกเบี้ยสุทธิในระยะถัดไป ในเมื่อราคาก่อนหน้านี้ปรับขึ้นมาพอสมควรแล้ว นักลงทุนเลยมองเป็นจังหวะขายเอาเงินสดเข้ากระเป๋าดีกว่า
นอกจากนี้ ประเด็นที่เจ๊จิ๋มอยากให้ฉุกคิดและไม่ควรมองข้ามเลยก็คือ "การหมุนเงินลงทุน" (Sector Rotation) ของกองทุนและต่างชาติค่ะ เพราะช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์แบบนี้ เราเริ่มเห็นสัญญาณการโยกเงินออกจากหุ้นแพง Valuation ตึงตัว เข้าไปพักในหุ้นที่ราคายัง Laggard แต่มีโอกาสเติบโตต่อ ผลหวยเลยมาตกที่หุ้นใหญ่ 5 ตัวนี้ที่กลายเป็นเป้าหมายแรงขายพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย!
มาถึงตรงนี้ เจ๊จิ๋ม สรุปให้ฟังชัดๆ ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ..ไม่ใช่ว่าพื้นฐานของทั้ง 5 บริษัทจะพังทลายลงในชั่วข้ามคืนนะคะ แต่มันคือวันที่ตลาดกำลัง "รีเซ็ตความคาดหวัง" ต่างหาก!
เลยขอแอบสะกิดสักนิด! หุ้นใหญ่ร่วงแรงวันเดียว ไม่ได้แปลว่าบริษัทจะเจ๊ง แต่เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า "หุ้นดี" กับ "หุ้นที่ราคาน่าซื้อ" ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน! เมื่อไหร่ที่ความคาดหวังสูงลิ่ว ต่อให้ไม่มีข่าวร้ายจัดๆ ราคาหุ้นก็พร้อมปรับฐานลงมาหาความเป็นจริงได้เสมอ
ช่วงหลังฤดูกาลประกาศงบแบบนี้ จึงไม่ใช่เวลาที่จะหลับหูหลับตาไล่ซื้อทุกตัวที่เห็นลงมาแรงๆ แต่มันเป็นช่วงเวลาที่เราต้อง "พิถีพิถัน" เลือกหุ้นให้หนักขึ้น โดยเฟ้นหาบริษัทที่มี คุณภาพของกำไรแท้จริง มีความสามารถในการเติบโตชัวร์ๆ และราคาหุ้นสมเหตุสมผล มากกว่าการใช้อารมณ์วิ่งไล่ตามกระแสเหมือนที่ผ่านมา... จำคำเจ๊ไว้เด้อ ค่ะ เด้อออออ!