รายงานพิเศษ : PTTGC ปรับเกมสู้วัฏจักรปิโตรเคมี Mothball โรงงาน Polyols ลดภาระขาดทุน โบรกฯเชื่อส่งผลบวกต่อกำไรในระยะยาว

แม้การหยุดเดินเครื่องโรงงาน Polyols จะทำให้ PTTGC ต้องรับรู้รายการตั้งสำรองในไตรมาส 2 แต่การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนการบริหารธุรกิจเชิงรุก ท่ามกลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ยังเผชิญภาวะอุปทานส่วนเกิน โดยนักวิเคราะห์เชื่อช่วยลดผลขาดทุนจากธุรกิจเดิมและสนับสนุนผลประกอบการในระยะยาว
อุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกยังอยู่ในช่วงของการปรับสมดุลครั้งใหญ่ หลังเผชิญแรงกดดันจากกำลังการผลิตส่วนเกิน โดยเฉพาะการเพิ่มกำลังการผลิตจากจีนและตะวันออกกลาง ประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่เต็มศักยภาพ ส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) ของหลายผลิตภัณฑ์ยังอยู่ในระดับต่ำ ผู้ประกอบการรายใหญ่ทั่วโลกจึงหันมาให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างธุรกิจ ลดต้นทุน และคัดเลือกสินทรัพย์ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
การดำเนินการของ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ในการปรับโครงสร้างธุรกิจของ บริษัท จีซี โพลีออลส์ จำกัด (GCP) จึงสะท้อนแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยบริษัทเลือกหยุดดำเนินการผลิตของโรงงาน Polyols เป็นการชั่วคราว หรือ Mothball พร้อมรักษาโรงงานให้อยู่ในสภาพพร้อมกลับมาเดินเครื่องได้เมื่อภาวะตลาดเอื้ออำนวย ขณะเดียวกันยังเข้าถือหุ้นใน GCP เพิ่มเป็น 100% เพื่อให้การบริหารจัดการและการตัดสินใจมีความคล่องตัวมากขึ้น
แม้การดำเนินการครั้งนี้จะทำให้บริษัทต้องบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษจากการตั้งสำรองราว 1.8 พันล้านบาทหลังหักภาษีในไตรมาส 2 ปี 2569 ต่อเนื่องจากการบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์ของ GCP ก่อนหน้านี้ แต่รายการดังกล่าวเป็นผลกระทบทางบัญชีที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และไม่ใช่ผลจากการดำเนินงานหลักของบริษัท
ในมุมมองของนักลงทุน สิ่งที่สำคัญกว่าคือการตัดสินใจครั้งนี้จะช่วยลดภาระจากธุรกิจที่ขาดทุนต่อเนื่อง โดย GCP มีผลขาดทุน EBITDA ราว 200-300 ล้านบาทต่อปี และขาดทุนสุทธิประมาณ 1.2 พันล้านบาท การหยุดดำเนินงานจึงช่วยลดการสูญเสียในอนาคต และทำให้โครงสร้างผลประกอบการของ PTTGC มีคุณภาพมากขึ้น
อีกหนึ่งประเด็นที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของบริษัท คือการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้บริหารเชื่อมั่นว่าปริมาณ Propylene Oxide (PO) ที่เดิมส่งให้โรงงาน Polyols จะสามารถเปลี่ยนไปจำหน่ายให้กับลูกค้าภายนอกได้ ทำให้บริษัทไม่สูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้จากวัตถุดิบหลัก และช่วยลดผลกระทบจากการหยุดเดินเครื่องโรงงานได้อย่างมีนัยสำคัญ
การปรับโครงสร้างครั้งนี้ยังสะท้อนถึงวินัยในการบริหารเงินลงทุนของ PTTGC ซึ่งเลือกจัดสรรทรัพยากรไปยังธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า แทนการแบกรับต้นทุนจากธุรกิจที่ยังไม่สามารถแข่งขันได้ในภาวะตลาดปัจจุบัน แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำทั่วโลกที่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของสินทรัพย์ (Asset Optimization) และการยกระดับผลตอบแทนต่อเงินลงทุน (ROIC) มากกว่าการขยายกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว
หากพิจารณาในภาพรวม PTTGC ยังคงเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมปิโตรเคมีแบบครบวงจรของภูมิภาค ด้วยจุดแข็งด้านการบูรณาการธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และการมีฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประกอบกับการเดินหน้าปรับพอร์ตธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และลดผลกระทบจากความผันผวนของวัฏจักรอุตสาหกรรม
แม้อุตสาหกรรมปิโตรเคมียังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว แต่การตัดสินใจปรับโครงสร้างธุรกิจในช่วงเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้ PTTGC ก้าวเข้าสู่รอบการเติบโตใหม่ด้วยต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีโครงสร้างกำไรที่แข็งแรงกว่าเดิม เมื่ออุปสงค์ของตลาดกลับมาฟื้นตัว ขณะที่นักวิเคราะห์ยังคงมองเชิงบวกต่อแนวโน้มในระยะยาว โดยเห็นว่าการลดภาระจากธุรกิจที่ขาดทุนจะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการในอนาคต และยังคงคำแนะนำ "ถือ" ที่ราคาเหมาะสม 40 บาทต่อหุ้น