รายงานพิเศษ : TIDLOR รุกตลาดประกัน InsurTech หนุนโตระยะยาว ต่อยอดสู่โบรกเกอร์ครบวงจร

“สังคมสูงวัย ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล” ทำให้ความต้องการประกันภัยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ TIDLOR เดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านธุรกิจนายหน้าประกันภัยและ InsurTech พร้อมต่อยอดสู่ตลาดประกันชีวิต เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตในอนาคต
แม้เศรษฐกิจไทยจะยังเผชิญความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจโลกและกำลังซื้อของผู้บริโภค แต่ธุรกิจประกันภัยยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับการประเมินว่ามีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากความตระหนักด้านการบริหารความเสี่ยง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การขยายตัวของสินทรัพย์ที่ต้องการความคุ้มครอง และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามายกระดับการให้บริการ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของตลาดประกันภัยในระยะยาว
ข้อมูลของอุตสาหกรรมสะท้อนภาพดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยในปี 2568 ตลาดประกันวินาศภัยของไทยมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 292,785 ล้านบาท ขณะที่ตลาดประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับรวมสูงถึง 676,436 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดรวมเกือบ 1 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม สัดส่วนเบี้ยประกันภัยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Insurance Penetration) ของไทยอยู่ที่เพียง 5% แบ่งเป็นประกันชีวิต 3.5% และประกันวินาศภัย 1.5% ซึ่งยังต่ำกว่าหลายประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ที่มีสัดส่วนมากกว่า 10% สะท้อนว่าตลาดประกันภัยไทยยังมีช่องว่างในการเติบโตอีกมาก
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ประเทศไทยมีรถยนต์จดทะเบียนมากกว่า 45 ล้านคัน แต่ยังมีรถยนต์เกือบครึ่งหนึ่งที่ไม่มีประกันภัยภาคสมัครใจ นับเป็นโอกาสมหาศาลของธุรกิจนายหน้าประกันภัยในการขยายฐานลูกค้า และเพิ่มการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันของประชาชน โดยเฉพาะผ่านช่องทางดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบราคาและเลือกความคุ้มครองได้สะดวกมากขึ้น
ท่ามกลางโอกาสดังกล่าว บมจ.ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) ได้วางยุทธศาสตร์ผลักดันธุรกิจนายหน้าประกันภัยให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์การเติบโตสำคัญของกลุ่ม ผ่านการนำเทคโนโลยี InsurTech เข้ามาเป็นแกนหลักในการพัฒนาระบบบริหารงานขาย การให้บริการ และการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับลูกค้า ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และขยายฐานลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง
นายชาญฤทธิ์ สุกปลั่ง รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจนายหน้าประกันภัยของ TIDLOR กล่าวว่า เทคโนโลยี InsurTech เปรียบเสมือน Backbone สำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว พร้อมยกระดับการให้บริการครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการให้คำปรึกษา การเลือกผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการดูแลหลังการขายและการเคลมประกัน
จุดแข็งของ TIDLOR อยู่ที่การสร้างระบบนิเวศธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม ผ่าน 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ "ประกันติดโล่" ซึ่งเน้นการให้บริการแบบ Face-to-Face โดยอาศัยเครือข่ายสาขาเงินติดล้อกว่า 1,900 แห่งทั่วประเทศ และทีมงานมืออาชีพกว่า 5,000 คน ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าตั้งแต่การเลือกซื้อกรมธรรม์จนถึงการเคลม ภายใต้แนวคิด "สบายใจตั้งแต่ซื้อยันเคลม"
“บริการหลังการขาย” ถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่สร้างความแตกต่าง โดย Call Center "ประกันติดโล่ 1501" เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และตั้งแต่เปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2566 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 มีลูกค้าใช้บริการแล้วกว่า 260,000 ครั้ง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อคุณภาพการบริการ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความภักดีของลูกค้าและเพิ่มโอกาสในการขายผลิตภัณฑ์อื่นในอนาคต
นอกจากช่องทางออฟไลน์แล้ว บริษัทฯ ยังต่อยอดสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลผ่าน Areegator ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม Software-as-a-Service (SaaS) สำหรับนายหน้าประกันอิสระ ช่วยให้สมาชิกสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันจากหลายบริษัท ระบบบริหารงานขาย และเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ Hey Goody เป็นแพลตฟอร์มนายหน้าประกันออนไลน์เต็มรูปแบบที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าซื้อประกันและเปรียบเทียบความคุ้มครองได้ด้วยตนเองตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประกันการเดินทาง ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว
สำหรับปีนี้ TIDLOR ยังเตรียมขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาด ประกันชีวิต ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับจากนายหน้าประกันวินาศภัยไปสู่การเป็นนายหน้าประกันภัยครบวงจร การเพิ่มผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตจะช่วยสร้างโอกาสในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายแก่ลูกค้าเดิม เพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียม และสร้างความต่อเนื่องของรายได้ในระยะยาว
ดังนั้นการขยายธุรกิจนายหน้าประกันภัยมีความสำคัญต่อ TIDLOR มากกว่าการเพิ่มรายได้เพียงอย่างเดียว เพราะธุรกิจดังกล่าวสร้างรายได้ในรูปค่าธรรมเนียม (Fee-based Income) ซึ่งมีความผันผวนน้อยกว่ารายได้ดอกเบี้ยจากธุรกิจสินเชื่อ และช่วยกระจายความเสี่ยงของโครงสร้างรายได้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การเชื่อมโยงธุรกิจสินเชื่อและธุรกิจประกันยังเปิดโอกาสในการทำ Cross-selling เพิ่มรายได้ต่อหนึ่งลูกค้า และช่วยยกระดับผลตอบแทนจากฐานลูกค้าขนาดใหญ่ที่บริษัทมีอยู่แล้ว
ทำให้ TIDLOR พร้อมสร้างการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมอย่างต่อเนื่อง และยกระดับสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านสินเชื่อและนายหน้าประกันภัยครบวงจร ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว