Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 07–07-2569 (ไทยถูกยกให้เป็น Rising star ของห่วงโซ่อุปทาน AI และ Data Center)

หุ้นไทยยังเดินหน้าบวกต่อเนื่อง มาจาก Fund flow ไหลเข้าต่อเนื่องรับธีม Investment Cycle และไทยถูกยกให้เป็น Rising star ของห่วงโซ่อุปทาน AI และ Data Center มี Sector ที่ปรับขึ้นนำตลาด โรงไฟฟ้า (GULF, GPSC, RATCH) โดยถือเป็นหนึ่งในกลุ่มหลักได้ประโยชน์ลำดับต้นจากโอกาสขยายโรงไฟฟ้ารองรับ Data Center ที่กำลังเร่งเข้าไทย ผสานภาคแรงงานสหรัฐฯชะลอลงชัดเจน ช่วยให้ตลาดค่อยๆ คลายความกังวลวงจรดอกเบี้ยสหรัฐฯ
“คนละเรื่องเดียวกัน” คือ ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท ในวันที่ 9 ก.ค. 69
- กรณีผ่าน (ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ): รัฐบาลเดินหน้ากู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อลงทุนโปรเจกต์พลังงานสะอาดได้ทันที ส่งผลให้งบกลาง 1.2 หมื่นล้านบาทที่ตั้งสำรองไว้ถูกตัดออกไป และช่วยเสริมเสถียรภาพรัฐบาลให้บริหารงานได้อย่างราบรื่น … ตลาดหุ้นจะตอบรับในทางบวกทันที
- กรณีไม่ผ่าน (ขัดต่อรัฐธรรมนูญ): (ศาลต้องใช้มติ 2 ใน 3) โครงการเงินกู้จะสะดุดและเกิดสุญญากาศทางนโยบายทันที ทำให้นายกฯ และ ครม. ต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นถูกกดดันให้ "ปรับครม." หรือ ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง …. ตลาดหุ้นจะเป็นลบ และลบมากหรือน้อย ขึ้นกับคำสั่งของศาลฯ ว่าให้รัฐบาลทำอย่างไรต่อไป
กลับมาที่เรื่อง Fund Flow ปัจจัยสำคัญมาจากการกลับมาของเม็ดเงินต่างชาติที่ซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง 2 วัน รวมมูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท ถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาให้ความสนใจกับตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม เจ๊จิ๋มมองว่าสิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขการซื้อสุทธิ คือ "ทิศทางของเม็ดเงิน" เพราะต่างชาติไม่ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งตลาด แต่เลือกลงทุนในหุ้นที่อิงเศรษฐกิจในประเทศ และหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง มากกว่าหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นแรงไปแล้ว จึงสะท้อนว่าตลาดกำลังให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานและความมั่นคงของผลประกอบการมากขึ้น
เมื่อเจ๊จิ๋มรวบรวมมุมมองจากโบรกเกอร์หลายสำนัก ก็พบว่ามีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน
บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้น Domestic Play ที่มีโอกาสจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มธนาคารอย่าง TTB, SCB, KTB และ KBANK กลุ่มโรงพยาบาลอย่าง BDMS กลุ่มบริโภคและท่องเที่ยว ได้แก่ BA, MINT และ OSP รวมถึงหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวอย่าง SJWD และ BGRIM
ด้าน บล.บัวหลวง มองว่าตลาดยังอยู่ในช่วงของการหมุนเวียนเม็ดเงิน หรือ Rotation โดยเงินลงทุนเริ่มไหลออกจากหุ้นที่ปรับขึ้นแรงก่อนหน้า ไปยังหุ้นที่ราคายังขึ้นไม่มากและหุ้นที่อิงเศรษฐกิจในประเทศ จึงแนะนำทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่มีโอกาสเติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง
ขณะที่ บล.กรุงศรี ยังคงให้น้ำหนักกับหุ้นขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยเลือก ADVANC, GULF และ MTC เป็นหุ้นเด่น เพราะเชื่อว่าบริษัทเหล่านี้ยังมีรายได้สม่ำเสมอและสามารถเติบโตได้ แม้เศรษฐกิจโลกจะยังมีความไม่แน่นอน
จุ๊_จุ๊!! แม้ภาพรวมของตลาดจะยังเป็นบวก แต่ก็ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ราคาน้ำมันโลก รวมถึงกระแสเงินทุนต่างชาติว่าจะไหลเข้าต่อเนื่องหรือไม่ หาก Fund Flow ยังเข้าตลาดไทยต่อ ก็มีโอกาสเห็นดัชนีค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นได้ แต่หากเม็ดเงินเริ่มชะลอหรือไหลออก ตลาดก็อาจกลับมาแกว่งตัวผันผวนอีกครั้ง
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ ช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่กำลังจะเริ่มขึ้น เพราะจะเป็นตัวแยกหุ้นที่พื้นฐานแข็งแกร่งออกจากหุ้นที่ราคาวิ่งนำปัจจัยไปแล้ว หุ้นที่กำไรออกมาดีกว่าคาดย่อมมีโอกาสได้รับแรงซื้อเพิ่ม ขณะที่หุ้นที่งบออกมาต่ำกว่าคาดก็อาจถูกขายทำกำไรได้เช่นกัน
กลยุทธ์ในสัปดาห์นี้ เซียนหุ้นยังให้น้ำหนักกับหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจในประเทศและมีโอกาสจ่ายปันผลที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารอย่าง KBANK, SCB, KTB และ TTB รวมถึง BDMS, BA, MINT และ OSP ซึ่งยังได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินต่างชาติ ขณะที่นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มาก อาจเลือกเก็งกำไรในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวอย่าง SJWD และ BGRIM
ขอให้ รวยๆๆๆๆ เฮงๆๆๆๆ นะคะทุกคน