Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 22-06-2569 (GULF-MINT-TOP แกร่ง! โดนขายชอร์ต..แต่ไม่เป็นไร)


22 มิถุนายน 2569

GULF-MINT-TOP_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ) copy_0.jpg

สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยจะสามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1,600 จุด ได้อีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ยืนอยู่ได้ไม่นาน ก่อนจะถูกแรงขายกดลงมาปิดที่ 1,572.50 จุด ลดลง 12.56 จุดในวันศุกร์ที่ผ่านมา จนทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มสงสัยว่า เหตุใดตลาดหุ้นไทยจึงยังไม่ตอบรับข่าวดีเรื่องข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างที่ควรจะเป็น

สำหรับเจ๊จิ๋มแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องน่าแปลกใจนัก เพราะก่อนหน้านี้เคยบอกไว้แล้วว่า นักลงทุนจำนวนไม่น้อยจึงเลือกที่จะรอดูสถานการณ์มากกว่าจะรีบเข้าซื้อ โดยเฉพาะการรอดูว่าข้อตกลงสันติภาพดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงและยั่งยืนได้แค่ไหน

อีกด้านหนึ่ง ด้วยความที่ตลาดหุ้นไทยมีหุ้นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่เป็นตัวนำ เมื่อราคาน้ำมันอ่อนตัว หุ้นพลังงานจึงถูกขายทำกำไรออกมา แม้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงจะเป็นผลดีต่อหลายธุรกิจ ขณะเดียวกัน นักลงทุนจำนวนไม่น้อยก็เลือกขายทำกำไรหลังจากตลาดปรับตัวขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว ตามสไตล์ Sell on Fact 

นอกจากนี้ ยังมีอีกสัญญาณหนึ่งที่น่าสนใจคือข้อมูลการขายชอร์ตในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ซึ่งมีมูลค่ารวมสูงถึง 2,187 ล้านบาท  ซึ่ง 5 หุ้นขนาดใหญ่ที่ถูกขายชอร์ตมากที่สุดในวันดังกล่าว ได้แก่

1. GULF มูลค่าขายชอร์ต 459.20 ล้านบาท จำนวน 7.20 ล้านหุ้น ราคาปิด 64.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.79%

2. DELTA มูลค่าขายชอร์ต 317.88 ล้านบาท จำนวน 939,700 หุ้น ราคาปิด 334.00 บาท ลดลง 12.00 บาท หรือ 3.47%

3. CPALL มูลค่าขายชอร์ต 212.97 ล้านบาท จำนวน 4.59 ล้านหุ้น ราคาปิด 46.50 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.53%

4. MINT มูลค่าขายชอร์ต 171.12 ล้านบาท จำนวน 6.99 ล้านหุ้น ราคาปิด 24.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.60 บาท หรือ 2.51%

5. TOP มูลค่าขายชอร์ต 110.82 ล้านบาท จำนวน 2.51 ล้านหุ้น ราคาปิด 45.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1.12%5. TOP มูลค่าขายชอร์ต 110.82 ล้านบาท

สิ่งที่น่าสนใจคือ หุ้นบางตัวแม้จะถูกขายชอร์ตในมูลค่าสูง แต่ราคาหุ้นกลับยังสามารถปรับตัวขึ้นได้ เช่น GULF และ MINT ซึ่งสะท้อนว่ามีแรงซื้อเข้ามารองรับอยู่ไม่น้อย ขณะที่ DELTA ซึ่งถูกขายชอร์ตสูงเป็นอันดับสอง กลับปรับตัวลงแรงที่สุดในกลุ่ม แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันจากฝั่งขายยังคงมีอยู่พอสมควร

เจ๊จิ๋มมองว่า ข้อมูลการขายชอร์ตไม่ได้หมายความว่าหุ้นเหล่านั้นจะต้องปรับตัวลงเสมอไป แต่เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนว่านักลงทุนรายใหญ่และนักลงทุนสถาบันยังคงระมัดระวัง และยังไม่พร้อมเปิดเกมรุกเต็มตัวในช่วงที่ตลาดยังขาดปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน

สำหรับสัปดาห์นี้ ระหว่างวันที่ 22-26 มิถุนายน 2569 นักวิเคราะห์จาก บล.กสิกรไทย มองว่าดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับอยู่ที่ 1,560 และ 1,540 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,610 และ 1,625 จุด ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือผลการประชุม กนง. ในวันที่ 24 มิถุนายน ตัวเลขการส่งออกของไทย รวมถึงทิศทางเงินทุนต่างชาติ ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศยังต้องจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังมีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะประกาศออกมาอีกหลายรายการ ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ตลาดยังแกว่งตัวและขาดปัจจัยใหม่ ๆ เจ๊จิ๋มเริ่มเห็นเม็ดเงินบางส่วนไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มที่ผลประกอบการกำลังฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและปศุสัตว์ที่เริ่มกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง

สาเหตุสำคัญมาจากราคาหมูและไก่ในประเทศที่เริ่มฟื้นตัว ล่าสุดราคาหมูขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 61 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นราว 5% จากจุดต่ำสุดในเดือนพฤษภาคม แม้ว่าราคาในประเทศจะอ่อนตัวลงบ้างจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ที่สำคัญกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศเริ่มฟื้นตัวตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ส่งผลดีต่อการบริโภคสินค้าอาหารและโปรตีนมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตก็มีแนวโน้มลดลง ทั้งจากราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะกากถั่วเหลืองที่คาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นในตลาดโลก ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีโอกาสทำกำไรได้ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

ด้วยปัจจัยบวกเหล่านี้ นักวิเคราะห์จึงปรับคำแนะนำหุ้น CPF และ BTG ขึ้นเป็น "ซื้อ" พร้อมมองว่ากลุ่มปศุสัตว์กำลังเข้าสู่รอบฟื้นตัวอีกครั้ง โดยให้น้ำหนักการลงทุนกับ BTG และ TFG เนื่องจากราคาหุ้นยังไม่แพง และมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่โดดเด่นกว่าในระยะข้างหน้า

ดังนั้น หากตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในช่วงพักฐานและรอปัจจัยใหม่เข้ามากระตุ้น เจ๊จิ๋มมองว่านี่อาจไม่ใช่ช่วงเวลาของการไล่ซื้อหุ้นตามดัชนี แต่เป็นช่วงเวลาของการเลือกหุ้นเป็นรายกลุ่มมากกว่า เพราะในภาวะที่ตลาดยังลังเล หุ้นที่กำไรเริ่มฟื้น ต้นทุนเริ่มลด และกำลังเข้าสู่รอบเติบโตใหม่ มักจะเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดเสมอ 

ตอนนี้ดูเหมือนกลุ่มปศุสัตว์ก็ดูจะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่กำลังเดินมาถูกทาง และน่าจับตาเป็นพิเศษในช่วงครึ่งปีหลังนี้แล้วเจ้าค่ะ