Gossip Station..by เจ๊จิ๋ม

Gossip Station by..เจ๊จิ๋ม 19-06-2569 (มีหุ้น THAI ในมือ..เอาไงต่อ?)


19 มิถุนายน 2569

เอาไงต่อ_Gossip เจ๊จิ๋ม (เว็บ)_0.jpg

ชัดเจนเรื่องผู้ถือหุ้น "การบินไทย" เสนอขายหุ้นบิ๊กล็อต เมื่อวานนี้ (18 มิ.ย.69) มีรายการบิ๊กล็อตแล้วจำนวน 42 รายการ 1,534,393,200 หุ้น ในราคาเฉลี่ยหุ้นละ 6 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขายบิ๊กล็อตดังกล่าวจำนวน 9,206.36 ล้านบาท

มีกระแสข่าวว่า การขายบิ๊กล็อตดังกล่าว นำโดยกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์รายใหญ่ 5 แห่ง

**สหกรณ์ออมทรัพย์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)

**สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

**สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยมหิดล

**สหกรณ์ออมทรัพย์บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย

**สหกรณ์ออมทรัพย์การประปานครหลวง(กปน.)

ในการนี้ UBS⁠ ทำหน้าที่เป็นผู้จัดจำหน่ายหุ้นให้แก่นักลงทุนต่างประเทศ (International Placement Agent) KKP ดูแลนักลงทุนสถาบัน ขณะที่ BYD รับหน้าที่ดูแลพอร์ตการลงทุนสหกรณ์ออมทรัพย์ 84 แห่ง

แต่!!! มีความสะพรึงที่รออยู่ข้างหน้าคึอ!!! หุ้นที่ได้รับจัดสรรแปลงหนี้เป็นทุนอีกกว่า 19,802.57 ล้านหุ้น จะพ้นระยะห้ามขาย (Creditors Lock-up) หลังวันที่ 3 ส.ค. 69

ว่าด้วยกระแสข่าวล้วนๆ มีรายงานว่า BYD-UBS-KKP จับมือกับกลุ่มสหกรณ์พันธมิตร ตอกย้ำความมั่นใจนักลงทุนและ รักษาเสถียรภาพตลาด เตรียมเสนอขายหุ้น THAI หลังหมด Silent Period อีก 4,500 ล้านหุ้น เน้นย้ำขายกองทุนต่างประเทศขนาดใหญ่ และสถาบันในประเทศเท่านั้น “ไม่เทขายในกระดาน”

ส่วนตรงนี้คือ “คนละเรื่องเดียวกัน” คือเรื่องหุ้น THAI ที่สัมพันธ์กับ SET50 เผื่อเป็นไอเดียสำหรับผู้ที่มีหุ้นตัวนี้อยู่ในมือ กูนูหุ้นแนะนำ “เก็งกำไร” หุ้นคาดที่จะเข้า SET50 ใหม่ ได้แก่ THAI, TFG, MRDIYT และ BCP โดยเลือก THAI (คาดเม็ดเงิน

Passive Funds เข้า +951ล้านบาท), MRDIYT(คาด 263ล้านบาท) และ BCP(คาด 285 ล้านบาท) เป็น Best Picks 

โดยในส่วนของ THAI ที่ถูกขายแรงวานนี้ จากประเด็นบริษัทแจ้งตลาดหลักทรัพย์ ผู้ถือหุ้นในกลุ่มเจ้าหนี้ที่แปลงหนี้เป็นทุนจะพ้นระยะเวลาห้ามขายหุ้นล็อตสุดท้าย (Lock-up) 3 ส.ค. ราว 1.9 หมื่นล้านหุ้น ผสานภาพหลักสงครามเป็น De-

escalation ลดแรงกดดันต้นทุนหลักน้ำมัน (40% ของต้นทุน) ประเมินยังเข้าเก็งกำไรได้

ถัดมาคือเรื่องของ  UBS ที่มีคำถามว่า เขาคือใคร? ทำไมจึงมีลูกค้ารายใหญ่สามารถทำบิ๊กล็อตได้ประสบความสำเร็จเมื่อวานนี้? คำตอบที่ได้รับมาคือ

-UBS เป็นธนาคารที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ และมีสินทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับที่ 20 ของโลก 

-ในส่วนของ UBS Asset Management มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแลอยู่ลำดับที่ 8 ของโลก

-สำหรับบริษัทหลักทรัพย์ UBS ประเทศไทยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ลำดับที่ 3 ในปีนี้ และมีส่วนแบ่งการตลาดลูกค้าสถาบันต่างประเทศอันดับ 1 ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

-ในส่วนของมูลค่าธุรกรรม ด้านหลักทรัพย์ในประเทศไทย ระหว่างปี 2562-2568 เป็นอันดับที่ 1 ด้วยมูลค่าธุรกรรม 4 แสนล้านบาท

-ในส่วนของมูลค่าธุรกรรม ด้าน IPO หลักทรัพย์ในประเทศไทย ระหว่างปี 2562-2568 เป็นอันดับที่ 1 ด้วยมูลค่าธุรกรรม 2.5 แสนล้านบาท

ปิดท้ายวันนี้กับรีเสิร์ช UBS ปรับราคาเป้าหมาย THAI  พิ่มขึ้น 57% จาก 6 บาท ขึ้นสู่ 9.40 พร้อมปรับ คำแนะนำจาก Neutral ขึ้นสู่ BUY 

โดยรายละเอียดระบุว่าการปรับเปลี่ยนคำแนะนำและประมาณการผลประกอบการ (Rating and Estimate Changes)

เราทำการปรับเพิ่มคำแนะนำการลงทุนสำหรับหุ้นของ การบินไทย (Thai Airways) จาก "เป็นกลาง" (Neutral) ขึ้นสู่ "ซื้อ" (Buy) พร้อมทั้งปรับเพิ่มราคาเป้าหมายใหม่เป็น 9.40 บาทต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่าราคาเป้าหมายเดิมถึง 57%

เชื่อว่าการบินไทยมีการจัดวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ที่ดีภายใต้บริบท (Narrative) ใหม่ของอุตสาหกรรม สะท้อนให้เห็นจากคะแนนปัจจัยพื้นฐานสายการบินของ UBS (UBS Airlines Fundamental Score) ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ กลยุทธ์การยกระดับสู่ความพรีเมียม (Premiumization Strategy) ของบริษัท จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนที่ช่วยเพิ่มรายได้และทำให้อัตรากำไร (Margin) ปรับตัวดีขึ้น

หลังจากราคาหุ้นของการบินไทยปรับฐาน (Correction) ลงมาถึง 61% จากจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว มองว่ามูลค่าหุ้น (Valuation) ในปัจจุบันมีความน่าดึงดูดใจและน่าเข้าซื้อเป็นอย่างมาก

ในมุมมองของเรา ตลาดกำลังประเมินมูลค่าต่ำเกินไป (Under-appreciating) ทั้งในแง่ของปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างฝั่งอุปสงค์ (Demand Tailwinds) ที่ได้เปรียบจากการจัดวางเครือข่ายเส้นทางบิน และศักยภาพในการเพิ่มอัตรากำไรในระยะกลางที่แฝงอยู่ในกลยุทธ์การยกระดับสู่ความพรีเมียม