Talk of The Town

โปรเจกต์ยักษ์กำลังเกิด? PDP ฉบับใหม่ ปลดล็อกลงทุน 1 ล้านลบ. STECON นำทัพ! ลุ้นโกยงานเพิ่ม


05 มิถุนายน 2569

โปรเจกต์ยักษ์_S2T (เว็บ)_0.jpg

โบรกฯ ชู 3 หุ้นเด่น GULF-STECON-KTB จ่อรับประโยชน์แผน PDP ฉบับใหม่ จ่อผุดโครงการบิ๊กโปรเจกต์มูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านบาท 

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาดว่าแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ของไทย (PDP) ที่น่าจะได้รับการสรุปในเร็ว ๆ นี้ จะเปิดทางให้การลงทุนในภาคพลังงานที่รอคอยมานานสามารถเดินหน้าได้ โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าและดาต้าเซ็นเตอร์ ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 35GW ในปัจจุบัน สู่ 74GW ภายในปี 2050 

ทั้งนี้ ประเมินว่าการลงทุนในกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ ระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (smart grid) และโซลาร์รูฟท็อป อาจมีมูลค่ารวมเกิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของไทยในปี 2050 กำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ส่วนใหญ่ หรืออาจทั้งหมดจะมาจากพลังงานสะอาด 

โดยอาจทำให้สัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากระดับปัจจุบันที่ 24% ทั้งนี้ ระบบพลังงานที่สะอาดขึ้นจะช่วยให้ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอน และลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติได้มากขึ้น

สำหรับโอกาสการลงทุนในโรงไฟฟ้าระบบสายส่งและโซลาร์รูฟท็อป ประเมินว่าการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่เพียงอย่างเดียว อาจต้องใช้เงินลงทุนราว 994,000 ล้านบาท นอกจากนี้ เพื่อรองรับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนสูงขึ้น ไทยยังจำเป็นต้องยกระดับโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าให้เป็น smart grid ซึ่งอาจต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมประมาณ 200,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ภาครัฐกำลังส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปผ่านมาตรการจูงใจต่าง ๆ และหากสัดส่วนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มขึ้นถึง 10% มูลค่าการติดตั้งอาจสูงถึงประมาณ 200,000 ล้านบาท โดยยังไม่รวมระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่การเปิดเสรีภาคพลังงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป 

PDP ฉบับใหม่นี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวในการเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในธุรกิจพลังงาน แม้ว่าประเทศไทยยังคงใช้ระบบ Enhanced Single Buyer (ESB) อยู่ แต่หน่วยงานกำกับดูแลได้อนุมัติโครงการนำร่อง Direct PPA ขนาด 2GW ซึ่งมุ่งเน้นไปยังกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และภาคการผลิตเป็นหลักนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น 

และกำลังการผลิตภายใต้ระบบ Direct PPA มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต อีกทั้งเมื่อการพัฒนา smart grid คืบหน้าอย่างต่อเนื่อง จึงตัดความเป็นไปได้ที่จะเห็นการเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในระยะยาวเป็นบวกต่อกลุ่มสาธารณูปโภคนิคมอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างและธนาคาร

พร้อมกับ มองว่าการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าและโครงการ Direct PPA จะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นของกลุ่มโรงไฟฟ้า ขณะที่ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม (IE) ก็อาจได้รับประโยชน์ หากนโยบายพลังงานสะอาดของไทยสามารถดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ กลุ่มรับเหมาก่อสร้างมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุน (capex cycle) ในการก่อสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดและความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มธนาคารจะได้อานิสงส์จากการเติบโตของสินเชื่อ รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการป้องกันความเสี่ยงเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจพลังงาน

ทั้งนี้ มองว่า GULF โดดเด่นมากที่สุด จากสถานะผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ที่สุดของไทย ด้วยส่วนแบ่งกำลังการผลิตประมาณ 27% พร้อมโครงการในมือที่รองรับโอกาสจาก Direct PPA ในอนาคต และฐานะการเงินที่แข็งแกร่งเพียงพอสำหรับการขยายธุรกิจ

ตามมาด้วย STECON มีจุดแข็งจากประสบการณ์และผลงานด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงโรงไฟฟ้าและดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ hyperscale ขณะที่ KTB เป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่น่าสนใจจากการมีสัดส่วนสินเชื่อในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง สาธารณูปโภค และบริการรวมกันราว 30% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด