Talk of The Town

ยุคทองหุ้นนิคมฯ AMATA- WHA มีลุ้นผลงานเด่น โบรกฯ คาดกำไรปี 69-70 ทำนิวไฮ


05 มิถุนายน 2569

ยุคทองหุ้นนิคมฯ AMATA- WHA_S2T (เว็บ) copy_0.jpg

AMATA-WHA แท็กทีมโดดเด่น โบรกฯ คาดรายงานกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องจนถึงปี 2570 ด้วยแรงหนุนจากยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แถม backlog สะสมที่แข็งแกร่ง ยอดขายที่ดินในปี 2569 ที่คาดว่าจะถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มดิจิทัล และมีโอกาสปรับขึ้นราคา

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมของประเทศไทยกำลังถูกประเมินมูลค่าใหม่จากแรงผลักดันเชิงโครงสร้างที่ตลาดยังให้น้ำหนักน้อยกว่าความเป็นจริง โดย data center ได้กลายมาเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตที่ใหญ่ที่สุดใน pipeline โครงการลงทุนของ BOI และเนื่องจาก data center มีการใช้ไฟฟ้าและน้ำสูงกว่าอุตสาหกรรมทั่วไปถึง 12–16 เท่า กลุ่ม data center จึงไม่ได้ช่วยแค่เพิ่มยอดขายที่ดินเท่านั้น แต่ยังสร้างรายได้จากบริการสาธารณูปโภคแบบ recurring ระยะยาวที่มีคุณภาพสูงให้กับกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมอีกด้วย 

data center จึงถือเป็นธุรกิจ New Economy ที่เชื่อว่าจะช่วยสนับสนุนกำไรของกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมไทยไปอย่างน้อยถึงปี 2570 และในอนาคตข้างหน้า โดยในปี 2568 BOI ได้รับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมูลค่า 1.87 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน ครอบคลุม 3,370 โครงการ สูงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ 

ขณะที่ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากกลุ่ม data center เพียงกลุ่มเดียวมีมูลค่าสูงถึง 7.28 แสนล้านบาทครอบคลุม 36 โครงการ (เทียบกับ 9.85 หมื่นล้านบาทในปีก่อนหน้า) 

และในเดือนพ.ค. 2569 BOI ได้อนุมัติโครงการลงทุนครั้งใหญ่ มูลค่า 9.38 แสนล้านบาท นำโดยโครงการลงทุนสร้าง data center ของ TikTok มูลค่า 8.25 แสนล้านบาท

โดยเชื่อว่านโยบายใหม่ของ BOI เกี่ยวกับการยกเว้นภาษีเป็นระยะเวลา 8 ปี ประกอบกับมาตรการ FastPass จะช่วยดึงดูดอุปสงค์เข้ามาในประเทศมากขึ้น โดยคาดว่ายอดขายที่ดินของ AMATA และ WHA ให้กับกลุ่ม data center จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 ไร่

ขณะเดียวกันประเทศไทยมีความพร้อมที่จะแข่งขันกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เนื่องจากโครงการ Direct PPA ที่ประกาศออกมาสะท้อนถึงศักยภาพในการเติบโตเพื่อไล่ตามประเทศอื่นได้ถึงประมาณ 14 เท่า โดยอาศัยโอกาสจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของสิงคโปร์ และภาวะพื้นที่อิ่มตัวในรัฐยะโฮร์ แม้ไทม์ไลน์เชิงนโยบายในปี 2569 จะล่าช้ากว่าคู่แข่งก็ตาม โดยข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างของไทยอยู่ที่ความใกล้ชิดกับฐานการผลิตใน EEC, ฐานผู้ใช้งานในประเทศราว 72 ล้านคน, พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนค่าไฟฟ้าที่แข่งขันได้ นอกจากนี้โครงการ Direct PPA นำร่อง 2,000 MW และโครงการโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำของ GDS/AMATA จะช่วยให้ข้อจำกัดในการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนของประเทศไทยเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้การดำเนินงานด้านระบบสายส่งไฟฟ้าเป็นคอขวดหลัก หากการปรับปรุงระบบสายส่งในพื้นที่ EEC ด้วยงบลงทุน 3.1 หมื่นลบ. ของ กฟผ. ล่าช้ากว่ากำหนด ขีดความสามารถในการรองรับในปี 2570 อาจถูกจำกัดอยู่ที่ประมาณ 1,200–1,500 MW เทียบกับ pipeline ที่มากกว่า 2,200 MW เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ผู้ประกอบการอย่าง WHAUP และ AMATA Utility จึงใช้โครงสร้างพื้นฐานที่เตรียมไว้ล่วงหน้าและข้อตกลงในการเข้าถึงระบบสายส่งไฟฟ้าเป็นอันดับแรก 

อีกทั้ง ปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจเกิดขึ้นและความกังวลด้านความยั่งยืนอาจทำให้การขอใบอนุญาตที่สำคัญล่าช้าออกไป เนื่องจาก data center ที่เข้ามาใหม่คาดอาจผลักดันให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นราว 15% ในปี 2570 อย่างไรก็ตาม ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ได้รับการแก้ไขผ่านการทำสัญญาจัดหาน้ำโดยเฉพาะ การรีไซเคิลน้ำราว 40% โครงการโซลาร์ และโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยด้วยแรงหนุนจาก backlog สะสมที่แข็งแกร่งตั้งแต่ปี 2568 ประกอบกับยอดขายที่ดินในปี 2569 ที่คาดว่าจะถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มดิจิทัลซึ่งต้องการใช้ที่ดินขนาดใหญ่และโอกาสในการปรับขึ้นราคา ตลอดจนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรายได้จากบริการสาธารณูปโภคทั้งน้ำและไฟฟ้า เราคาดว่าปัจจัยเหล่านี้จะผลักดันให้หุ้นทั้งสองตัวภายใต้การเคราะห์ของเรา (AMATA และ WHA) ทำกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2569 ต่อเนื่องจนถึงปี 2570

ดังนั้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมของไทยกำลังอยู่ในช่วงของการปรับมูลค่าเชิงโครงสร้างที่ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการลงทุนในธุรกิจ data center ซึ่งมีการใช้ไฟฟ้าและน้ำสูงกว่าลูกค้าอุตสาหกรรมดั้งเดิมถึง 12–16 เท่า และจะช่วยผลักดันให้ AMATA (ราคาเป้าหมายปี 2569 อยู่ที่ 34.50 บาท) และ WHA (ราคาเป้าหมายปี 2569 อยู่ที่ 5.80 บาท) รายงานกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องจนถึงปี 2570 ด้วยแรงหนุนจากยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สูงสุดเป็นประวัติการณ์