รายงานพิเศษ : TFG แกร่งติดโผ MSCI ยกระดับสู่เรดาร์นักลงทุนทั่วโลก ต่อยอดการเติบโตระยะยาว

TFG รับปัจจัยบวกครั้งสำคัญ หลังได้รับเลือกเข้าคำนวณดัชนี MSCI Global Small Cap Index สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจและสภาพคล่องหุ้นที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพิ่มโอกาสเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้า ขณะที่แผนขยาย Thai Foods Fresh Market และการรุกตลาดในเวียดนามยังเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการเติบโตในอนาคต
บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) ก้าวสู่หมุดหมายสำคัญอีกครั้งบนเส้นทางการเติบโต หลังได้รับคัดเลือกเข้าคำนวณในดัชนี MSCI Global Small Cap Index รอบใหม่ ซึ่งมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา นับเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันระดับโลกที่มีต่อศักยภาพการเติบโตของบริษัท ตลอดจนคุณภาพของผลประกอบการและสภาพคล่องการซื้อขายหุ้นที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับบริษัทจดทะเบียน การได้รับคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี MSCI ถือเป็นหนึ่งในเครื่องหมายรับรองคุณภาพที่นักลงทุนทั่วโลกให้การยอมรับ เนื่องจาก MSCI เป็นดัชนีอ้างอิงสำคัญที่กองทุนสถาบันและกองทุนต่างประเทศจำนวนมากใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดสรรเงินลงทุน ดังนั้นเมื่อหุ้นได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี ย่อมส่งผลให้ชื่อของบริษัทถูกนำเสนออยู่ในฐานข้อมูลและรายชื่อหลักทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วโลกใช้ติดตามอย่างใกล้ชิด
และยังเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทเข้าถึงฐานนักลงทุนใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะกองทุนต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนอ้างอิงดัชนี MSCI ซึ่งมีเม็ดเงินบริหารจัดการรวมกันในระดับหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายเพชร นันทวิสัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) กล่าวว่า การได้รับคัดเลือกเข้าคำนวณในดัชนี MSCI Global Small Cap ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของบริษัท และเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อการเพิ่มการรับรู้ในกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ รวมถึงเพิ่มโอกาสการเข้าลงทุนจากกองทุนที่อ้างอิงดัชนีดังกล่าว
ความน่าสนใจของการเข้าดัชนี MSCI ยังอยู่ที่การช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของบริษัทในสายตานักลงทุนสถาบันทั่วโลก เนื่องจากเกณฑ์การคัดเลือกจะพิจารณาจากขนาดของกิจการ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด สัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในตลาด และสภาพคล่องในการซื้อขาย ทำให้บริษัทที่ผ่านเกณฑ์ได้รับการมองว่าเป็นองค์กรที่มีมาตรฐานและมีความพร้อมสำหรับการลงทุนในระดับสากล
ดังนั้นการเข้าสู่ MSCI จึงเปรียบเสมือนการได้รับตราประทับรับรองคุณภาพจากตลาดทุนโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทในระยะยาว และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
และปัจจุบัน TFG เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรผ่านโมเดล Market Driven อย่างเต็มรูปแบบ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ คือการเร่งขยายธุรกิจค้าปลีกภายใต้แบรนด์ "Thai Foods Fresh Market" ซึ่งกลายเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าที่ช่วยเพิ่มอำนาจการบริหารราคาและลดความผันผวนจากตลาดค้าส่ง โดยในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มเป็น 850 สาขาทั่วประเทศ
การมีเครือข่ายร้านค้าปลีกของตนเองยังช่วยให้ TFG สามารถเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง รับรู้ความต้องการของตลาดได้รวดเร็ว และสามารถบริหารสินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโมเดล Market Driven ที่บริษัทกำลังผลักดัน
นอกจากการขยายตลาดในประเทศแล้ว TFG ยังมองเห็นโอกาสการเติบโตในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเวียดนามที่ถูกวางให้เป็น Growth Engine แห่งใหม่ในอนาคต ด้วยศักยภาพของตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ การขยายตัวของชนชั้นกลาง และความต้องการบริโภคโปรตีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน บริษัทยังเดินหน้าขยายฐานการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
จากปัจจัยสนับสนุนทั้งด้านการขยายธุรกิจ การเพิ่มช่องทางจำหน่าย และการรุกตลาดต่างประเทศ ทำให้ผู้บริหารมั่นใจว่า รายได้ในปี 2569 จะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ระดับ 10-15% พร้อมสร้างสถิติสูงสุดใหม่ หรือ All Time High ได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด การได้รับคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี MSCI Global Small Cap จึงไม่ได้เป็นเพียงข่าวเชิงบวกในระยะสั้นของราคาหุ้นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงพัฒนาการของ TFG ที่ก้าวสู่การเป็นบริษัทที่ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนระดับโลกมากขึ้น